Thursday, 20 November 2014

คามิล คลอเดล : แด่...อิสรภาพที่ไม่มีวันมาถึง

คามิล  คลอเดล : แด่...อิสรภาพที่ไม่มีวันมาถึง

                                “ พวกแกเป็นใคร ? ”

                                “ ออกไปจากห้องของฉันนะ  ออกไป...”  คามิลร้องตวาดไล่  ผู้มาเยือนในชุดแต่งกายประหลาด  เสื้อแขนยาวตัวใหญ่  สวมหมวกแปลกๆและรองเท้าบู๊ต  ท่าทางดูน่ากลัว

                                “ อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ ”  เธอขู่คำรามและถอยหลังหนีไปที่มุมห้อง  ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้  เพียงชั่วอึดใจ...เสียงกรีดร้อง  เอ็ดอึง  ปึงปังก็ดังขึ้น

                                บุรุษพยาบาลสองคนต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่...กว่าจะกลุ้มรุมกันจับตัวคามิลได้สำเร็จ  และนำเธอออกมาจากห้องในอพาร์ทเม้นท์ชั้นล่างทางหน้าต่าง...ด้วยความทุลักทุเล

                                คามิล  คลอเดล  ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลโรคจิตวิลอีแวร์ด  ใน Neuilly-sur-Marne ไม่นานหลังจากพ่อของเธอได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1913  โดยการผลักไสของแม่และน้องชาย  นับเป็นการปิดฉากชีวิตที่วิปลาสของนักประติมากรหญิงชาวฝรั่งเศส  ผู้มีเสน่ห์และเปี่ยมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์  แห่งศตวรรษที่ 19  และทำให้...เธอต้องสูญสิ้นซึ่งอิสรภาพตลอดไป

....................................................................


                                คามิล  คลอเดล (Camille Claudel) เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1864 ที่ Fère-en-Tardenois ในอิสเน (Aisne) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส  เธอเป็นลูกคนที่สองของครอบครัวเกษตรกร  ซึ่งบิดาหลุยส์ (Louis Prosper) ได้สร้างฐานะให้มั่นคงขึ้นจากการรับจำนองที่ดินและทำธุรกรรมธนาคาร  ส่วนมารดา Athanaïse Cécile Cerveaux เป็นคนหัวเก่าแบบอนุรักษ์นิยมที่มาจากครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัด  ครอบครัวคลอเดลย้ายที่อยู่...หลายครั้ง  จนกระทั้งในปี ค.ศ.1881 คามิลได้ย้ายไปอยู่กับแม่ที่ Montparnasse ในปารีสพร้อมกับน้องชายและน้องสาว (พอล คอลเดล : Paul Claudel น้องชายของคามิลเป็นกวีชาวฝรั่งเศส นักเขียนบทละครและนักการทูตด้วย)

ภาพ  พ่อ Louis Prosper  และแม่ของคามิล

                                ในวัยเด็กคามิลหลงใหลในการเล่นปั้นดินเหนียวเป็นอย่างมาก  โดยเธอมักชักชวนทั้งพี่น้องและคนรับใช้ให้มาเป็นแบบปั้นให้กับเธอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้  เธอจึงเป็นเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างแปลกและแตกต่างจากเด็กผู้หญิงทั่วๆไป  ซึ่งสร้างความกังวลและขัดเคืองใจให้กับแม่อยู่บ่อยๆครั้ง  ด้วยแม่เห็นว่า...การเล่นปั้นดินมักทำให้เนื้อตัวสกปรกมอมแมมไม่เหมาะสมกับเด็กผู้หญิง  แต่กระนั้น...คามิลก็ไม่เคยหมดความชอบและลุ่มหลงในการปั้นดินเหนียวและงานประติมากรรมเลย

ภาพ อัลเฟรด บูเช่ (Alfred Boucher) อาจารย์คนแรกของคามิล

                                เมื่อคามิลเติบโตเป็นสาว  โดยบังเอิญ...ผลงานของเธอก็เกิดไปสะดุดตาและสร้างความพอใจให้กับอัลเฟรด บูเช่ (Alfred Boucher) นักประติมากรผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น  บูเช่จึงสนับสนุนให้เธอได้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนศิลปะ The Académie Colarossi ในปี 1882  และเขาก็เป็นครูที่คอยสอนคามิล  (ในขณะนั้น  แวดวงการศึกษาศิลปะในฝรั่งเศสยังห้ามและกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้าเรียนศิลปะ)  จนเมื่อบูเช่ต้องย้ายไปฟลอเรนซ์หลังจากได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์เดอซาลอน (Grand Prix de Salon)  เขาจึงขอร้องให้เพื่อนชื่อ โอกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin) มาช่วยสอนและแนะนำศิษย์คนนี้แทน  จึงเป็นเหตุให้คามิลกับเจสซี่  ลิปสคอมป์ เพื่อนรุ่นเดียวกัน  ได้เข้าไปเรียนและฝึกงานประติมากรรมที่สตูดิโอของโรแดงที่รูดูนิเวอร์ซิเต 

ภาพ โอกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin) อาจารย์คนที่สองและศิลปินคนรักของคามิล

                                แต่...งานปั้นไม่ใช่งานสำหรับพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ  มันเป็นงานที่เลอะเทอะ  อีกทั้งต้องมีความอุตสาหะและใช้แรงกายอย่างมาก  หลายๆครั้งคามิลต้องลงไปในบ่อดินที่เปรอะเปื้อน  เพื่อขุดเอาดินเหนียวเนื้อดี   หรือต้องสกัดหินเนื้อแข็ง  ไต่บันไดสูง  หรือแบกวัสดุหนักๆ  แต่เธอก็ทำได้ดีไม่แพ้ผู้ชายเลย  ซึ่งไม่นาน...คามิลก็ได้จัดแสดงผลงานของเธอเป็นครั้งแรก 

                                “ ลูกศิษย์  ของคุณคนนี้ฝีไม้ลายมือไม่เลวเลยนะ ”
 
“ แถม...เธอยังเป็นสาวสวยและมีเสน่ห์อีกด้วย  หรือ...คุณคิดว่าอย่างไง ? โอกุสต์  ”    

นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง...ยิงคำถามใส่โรแดง  เพื่อหวังเปิดประเด็น...ในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับคามิลที่กำลังเป็นข่าวซุบซิบกันไปทั่ว

“ เธอเป็นคนมีพรสวรรค์  และรักในงานศิลปะ ”  เขาตอบ

“ ผมเพียงชี้ให้เธอดูว่าจะหาทองคำได้ที่ไหน  แต่ทองคำที่เธอพบนั้นเป็นของเธอโดยแท้ ”
โรแดงกล่าวยกย่องศิษย์คนโปรด  และพยายามหลีกเลี่ยงหลุมพรางของข่าวซุบซิบ

ภาพ  คามิลขณะทำงานประติมากรรมที่สตูดิโอรูดูนิเวอร์ซิเต

                                โรแดงหลงรักในตัวของคามิลนักปั้นสาวผู้เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์คนนี้  ในทันทีเมื่อแรกเห็น  เธอมีผมสีน้ำตาลเข้ม  ดวงตาสีฟ้าสดใสมีแววมุ่งมั่น  และมีความกระหายใฝ่รู้ในเรื่องศิลปะอยู่เสมอ  ในเวลาไม่นานนัก  คามิลก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับโรแดง  ในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมหลายๆชิ้น  โดยมีเธอเป็นนางแบบ  และความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวของพวกเขาทั้งสองก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน  คามิลกลายเป็นทั้งเพื่อนคู่คิดและเพื่อนคู่ใจของโรแดง  ที่ในไม่ช้าเขาก็วางใจให้คามิลปั้นมือและเท้าของรูปปั้นหมู่ The Burghers of Calais  ที่สะท้อนทั้งความงดงามและความทุกข์ทนจากสงครามร้อยปี (Hundred Year’s War) ระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ (1337-1453) ซึ่งโรแดงก็ตระหนักได้ในทันทีถึงพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างมากล้นในตัวของคามิลที่ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าเขาเลย  เหมือนดังที่แมเทียส  มอร์ฮาร์ดต์ผู้เขียนและบันทึกชีวประวัติของคามิล  เขียนไว้ว่า  “ คามิลนั้นไม่ใช่ศิษย์  แต่เธอนั้นมีความเท่าเทียมกับโรแดงตั้งแต่ต้นแล้ว ” และนั้น...ยิ่งทำให้โรแดงหลงใหลในตัวของคามิลมากยิ่งขึ้นไปอีก

ภาพ รูปปั้นหมู่ The Burghers of Calais   

                                แต่ก่อนที่...คามิลจะเริ่มมีความสัมพันธ์กับเขาอย่างจริงจัง  เธอกับโรแดงก็ได้ร่างสัญญาระหว่างกัน  ที่เป็นเสมือนข้อตกลงในการใช้ชีวิตร่วมกันพวกเขาทั้งสอง (ซึ่งสัญญานี้ได้มีการค้นพบในภายหลังในปี 1987)  ในสัญญาโรแดงให้คำมั่นว่า...ถ้าเขาได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์เดอซาลอน  เขาจะให้คามิลได้ถ่ายรูปในชุดที่สวยและดีที่สุด  โดยช่างภาพที่มีชื่อเสียงอย่างคาร์จาต์  และพาเธอไปท่องเที่ยวอิตาลีนานหกเดือน  ในส่วนคามิล...เธอต้องการให้เขาเลิกรับนักเรียนหญิงคนอื่นๆด้วย  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน  เธอยอมตกลงที่จะต้อนรับเขาที่สตูดิโอของเธอเดือนละสี่ครั้ง  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังสือสัญญานี้  ก็คือ “ ความสัมพันธ์อันถาวร ” ที่ส่งผลให้คามิล คลอเดลกลายเป็นภรรยาของโรแดงในทันที  (แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถรักษาสัญญาข้อใดๆไว้ได้เลย)

ภาพ  คามิลและโรแดงในความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว

                                “ แก...ต้องเลิกติดต่อกับเขาโดยเด็ดขาด ”

                                เสียงของแม่...ยื่นคำขาดอีกครั้ง  บนโต๊ะอาหารมื้อเย็น

                                “ ทำไม ?  หนูจะคบกับเขาไม่ได้  มันผิดตรงไหน ? ”  คามิลตอบโต้ขึ้นทันที

                                “ แก  ไม่อายหรือ... ? ” 

                                “ ที่...ใครๆเขาตราหน้าว่า...แกเป็นนางบำเรอ  เป็นเมียเก็บของศิลปินไสแห้ง ”

                                “ ก็ยังดีกว่า...พวกเพื่อนๆแม่...ที่มือถือสาก  ปากถือศีล ”  คามิลประชดประชันอย่างเผ็ดร้อน

                                “ หลุยส์...ค่ะ ”  คุณนายคลอเดลหันไป...ขอความช่วยเหลือจากสามีซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ

                                “ แล้ว...จะให้ผมพูดอะไร ?  ได้อีกหล่ะ ”  เมอซิเยอร์คลอเดลทำหน้าเหมือนกับรำคาญที่จะพูดต่อไป

                                “ คุณ...ก็เป็นอย่างนี้ ซะเรื่อย  ให้ท้ายลูก...จนงามหน้าไปทั่วแล้วนี้ ”

                                “ ไม่ต้องหวังหรอกค่ะแม่... พี่เขา...คงไม่ได้คิดจริงจังอะไร  เธอคงแค่...ชอบในความกักขฬะ  และความเป็นคนชั้นต่ำของเขาเสียมากกว่า  ก็เหมือนกับก้อนดินสกปรกๆที่เธอชอบเล่นตอนเป็นเด็กๆ...นั่นแหละ ”  น้องสาวของคามิลพูดแดกดันอย่างสนุกปาก

                                “ แก... หุบปากไปเลย ” คามิลตวาดใส่น้องสาว  ด้วยเสียงอันดัง

ภาพ คามิล คอลเดล และเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน

                                แต่...หลังจากนั้นไม่นาน  คามิลก็ถูกครอบครัวบีบบังคับให้ย้ายออกมาอยู่อพาร์ทเมนต์ห่างไกลจากโรแดง  และห่างไกลจากบ้านด้วย  ซึ่งในตอนนั้น  ความสัมพันธ์ของคามิลกับแม่และน้องสาวก็มาถึงจุดแตกหักแล้ว  เพราะทั้งคู่ไม่ยอมพบหน้าคามิลอีกเลย  พวกเขาโกรธที่คามิลทำให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลต้องด่างพร้อย  และพอลน้องชายเธอก็เกลียดโรแดงอย่างเข้ากระดูกดำ  เหตุเพราะโรแดงนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว  แต่เขาก็ยังทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัด (ลูกศิษย์) และมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับคามิล  ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษควรกระทำเลย  แต่จะมี...ก็เพียงหลุยส์ผู้เป็นบิดาเท่านั้น  ที่ยังคงเป็นห่วงเป็นใยเธอและคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆ  แต่...ไม่ว่าอย่างไร  คามิลก็ไม่เปลี่ยนใจ  และเสียงคัดค้าน..ทัดทาน..จากครอบครัวคลอเดล...ก็หาได้มีผลอันใด  โรแดงกับคามิลยังคงคบหากันต่อไป  และโรแดงยังจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์รายปีให้กับเธออีกด้วย  ถึงตอนนี้...คามิลก็กลายเป็นภรรยาเก็บของเขาโดยสมบูรณ์

ภาพ ป้ายข้อความหน้าอพาร์ตเมนต์ที่โรแดงและความมิลเคยอยู่ด้วยกัน
เขียนข้อความว่า “ นี่คือที่ที่มีอยู่เสมอสำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปและทรมานฉัน”

                                โรแดงได้หาห้องศิลป์ใหม่ใกล้ๆกับอพาร์ตเมนต์ของคามิล  เพื่อให้เธอได้ใช้เป็นที่ทำงานประติมากรรม   สตูดิโอใหม่นี้ตั้งอยู่บนถนนดิททาเลียที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง  กล่าวกันว่า...จอร์จ ซองด์ และคนรักนักเขียนบทละคร อัลเฟรด เดอ มุสเซต์ก็เคยใช้เป็นที่นัดพบกัน  ณ  ที่นั้นโรแดงและคามิลทำงานด้วยกันทุกๆวัน  และพอสิ้นสุดวันโรแดงก็จะกลับบ้านไปอยู่กับโรสภรรยาเก่า  แต่...ในช่วงพักฤดูร้อน  โรแดงกับคามิลก็ไปพักอยู่ด้วยกันอย่างลับๆ ที่ชาโตดิสเลตเตในหุบเขาลัวร์   

....................................................................


                                บ่ายวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม  ช่วงฤดูร้อน... อัลเฟรด บูเช่ อาจารย์เก่าของคามิลเดินทางมาปารีสจึงได้แวะมาเยี่ยมเยียนเธอที่อพาร์ทเมนต์

                                “ เธอสบายดีไหม ?  ลูกศิษย์คนเก่งของฉัน... ” 

                                “ ทำงานปั้น... ไปถึงไหนแล้ว ” บูเช่กล่าวทักทาย...ในขณะที่คามิลนำน้ำชาและขนมปัง pastries แบบอังกฤษมาเสริฟที่โต๊ะรับแขก 

                                “ ดิฉัน  สบายดีค่ะ ”  เธอตอบ  แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม 

                                “ ฉัน...เพิ่งจัดแสดงผลงาน  ไปเมื่อไม่นานนี้ ”  เธอมีน้ำเสียงละห้อยๆ  แสดงถึงความผิดหวัง 

                                “ ฟังดู...เหมือนไม่ค่อยดีเลยนะ ”  บูเช่รู้สึกสนเท่ห์ 

                                “ มีแต่พวกตาบอดตาใส...ทั้งนั้น ”  เธอตอบ

                                “ ผลงานและความทุ่มเทของดิฉัน  กลายเป็นของโรแดงไปเสียสิ้น ”

                                “ พวกเขา...มองเห็นแต่...โอกุสต์  ไม่ใช่ฉัน ” คามิลทำสีหน้าหมองเศร้า 

                                แม้คามิลจะชอบโรแดงและมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน  แต่ในอีกด้านหนึ่ง  เธอก็เป็นกังวลว่าจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางศิลปะของเขา  และถูกกลืนกินจนสูญเสียซึ่งอิสรภาพและตัวตนของเธอ  เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้องอยู่ภายใต้เงาของนักประติมากรผู้ชื่อเสียงเช่นโรแดง  หลายครั้งที่ผลงานของคามิลถูกมองข้ามและถูกนักวิจารณ์ศิลป์ดูหมิ่นว่า... ยังไร้ซึ่งความคิดริเริ่ม  ความเป็นต้นแบบ  และไร้ซึ่งเอกลักษณ์ความแตกต่าง บ้างก็ว่า...เธอยังหาตัวตนทางศิลปะไม่เจอ

ภาพ ผลงานของคามิลชื่อ The Prayer ในปี 1889

                                “ แล้ว...โอกุสต์ว่าไง ?  บ้างล่ะ ”  บูเช่ถาม...  พรางยกถ้วยน้ำชาที่มีลายดอกไม้เล็กๆขึ้นจิบให้ชุ่มคอ

                                “ อะไร  อะไร ? นะค่ะ ”  เธอย้อนถาม  เหมือนกับคนใจลอย

                                “ แล้ว...โอกุสต์ทำอย่างไร ? ล่ะ ”

                                “ เขา... เขากลับทำให้มันยิ่งแย่ลง...กว่าเดิมเสียอีก ” อย่างปุบปับ  คามิลก็แสดงอาการโกรธเกรี้ยว  และทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

                                “ เขาทำอะไรหรือ ? ”   บูเช่ซักไซ 

                                “ ก็...โอกุสต์  ใช้เส้นสายของเขาวิ่งเต้นกับพวกนักหนังสือพิมพ์  นะสิ ”  

                                “ เหมือนกับ...พยายามจะซื้อใจพวกนั้นด้วยเงิน ”  เธอพูดอย่างมีอารมณ์

                                “ ยิ่งทำ  กลับยิ่งทำร้าย...เหยียบย้ำ...ฉัน ” 

                                “ ฉันเกลียดในสิ่งที่เขาทำ ” คามิลทำหน้าเหยเก...เหมือนกำลังเจ็บปวด

                                เป็นความจริง...ที่หลายๆครั้ง  โรแดงพยายามใช้เงินและเส้นสายของเขาที่มีต่อพวกนักหนังสือพิมพ์และนักวิจารณ์ศิลปะ  เพื่อช่วยผลักดันชื่อเสียงของคามิล  โดยเขาหวังว่า...จะทำให้พวกนั้นมองเห็นถึง...พรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างมากล้นในตัวของคามิล  และช่วยเชียร์...เมื่อเธอจัดแสดงผลงาน  แต่มันกลับได้ผลในทางตรงกันข้าม  เพราะยิ่งหวังดีกลับเหมือนยิ่งทำลาย  และทำให้คนทั่วไปกลับมองคามิลในแง่ลบมากขึ้น  ในอีกทางหนึ่ง...พวกนักวิจารณ์ศิลปะส่วนใหญ่ยังคงเป็นเสมือนกับคนตาบอดและกีดกันทางเพศ   ด้วยเพราะ...พวกเขาถูกครองงำด้วยอิทธิพลทางศิลปะของโรแดงจนหมดสิ้น  และมองเห็นคามิลเป็นเพียงลูกศิษย์ของโรแดงเท่านั้น  ดังนั้น  หลายๆครั้ง  นักวิจารณ์จึงได้แสดงความเห็นต่อผลงานของเธออย่างดูหมิ่น  โดยนักวิจารณ์มักมองหาแต่รูปแบบของโรแดงในงานของเธออยู่เสมอ  และไม่เชื่อว่า...ในโลกนี้จะมีผู้หญิงคนใด  ที่จะสามารถเป็นนักประติมากรที่ยิ่งใหญ่ได้อีก

ภาพ ผลงานชื่อ The waltz (1893)

                                จริงอยู่ที่...ผลงานในยุคแรกๆของคามิลจะมีความคล้ายคลึงกับของโรแดงอยู่บ้าง  แต่ทว่า...ผลงานของเธอก็ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและการสร้างสรรค์ใหม่ๆ  โดยเฉพาะในงานที่ชื่อ The waltz (1893)  ที่แสดงถึงคู่รักสองคนที่เต้นรำกันอยู่ในสภาพเกือบเปลือยเปล่าและกำลังกอดกันอย่างหวามไหว  เป็นงานทางกามารมณ์ที่น่าตื่นตะลึง  และได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก  ถึงความไม่เหมาะสมอัน...น่าตกใจนี้  เช่น  นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า... “ คู่รักเหมือนอยากนอกลงและจบสิ้นการเต้นรำด้วยการร่วมเพศกัน ”  ดูแล้ว...ไร้ซึ่งศีลธรรมอันดี   แม้กระนั้น...คามิลก็มีความกล้าหาญอย่างมาก...ในการนำเสนองานศิลปะตามอัตวิสัยของตนโดยเฉพาะในทางเพศ  อย่างไม่เกรงกลัวต่อกระแสสังคมอนุรักษ์นิยม  ในยุคสมัยนั้น...ที่มีทั้งการเหยียดเพศ  จำกัดสิทธิสตรี  และมองผู้หญิงว่าต่ำต้อยกว่าผู้ชาย  ในทุกๆด้าน  โดยเฉพาะในด้านศิลปะ

                                “ ดิฉัน...คงคิดผิด  ที่อยากจะเป็นนักประติมากรรม ”  คามิลพูดอย่างห่อเหี่ยวใจ

                                “ อย่างพึงท้อถอยใจสิ ” บูเช่ปลอบโยน

                                “ บางครั้งผลงานศิลปะดีๆ ก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าทางศิลป์ ”

                                “ แต่ฉัน... ไม่คิดว่า  คนพวกนั้นจะมองเห็นหรอกค่ะ ” เธอตอบอย่างคนสิ้นหวัง

                                “ แล้ว... เธอคิดว่า... คุณค่าที่แท้จริงของศิลปะอยู่ที่ไหน ?  ล่ะ ”  เขาย้อนถาม

                                “ ดิฉัน  ไม่รู้หรอกค่ะ ”  

ภาพ งานชื่อ Meditation ในปี 1884 ที่อื้อฉาวของโรแดง  ซึ่งคามิลเป็นแบบปั้นในรูปนี้

                                เป็นข้อถกเถียงกันทั้งในหมู่นักปรัชญาและนักศิลป์ศาสตร์มานมนานแล้วว่า...ความหมายของสุนทรียภาพ  ความงาม  และการตัดสินในเชิงคุณค่าให้กับงานศิลปะ  ทั้งในทางอัตวิสัย (subjective) และสภาววิสัย(objective) แท้จริงแล้ว...กำหนดด้วยสิ่งใด ?  หรือขึ้นอยู่ที่สิ่งใด ?  ขึ้นอยู่ที่...คุณลักษณะทางธรรมชาติ  ความงาม  บูรณภาพ  ดุลยภาพ  รูปแบบ  อารมณ์ความรู้สึก  หรือสิ่งอื่นๆ  และเมื่อพิจารณาในสาระสำคัญของปัญหานี้แล้ว  ก็มีประเด็นสำคัญ 2 ประการที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ

1) สภาววิสัย (objective)  คุณค่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมันเอง (ภายใน) ตามอัตตะคุณลักษณะ  คุณสมบัติ  หรือในเชิงคุณประโยชน์ของสิ่งนั้นๆ เช่น  ในสิ่งธรรมชาติ  ในงานศิลปะ  หรือในวัตถุต่างๆ  กล่าวคือ  ในสิ่งทั้งหลาย...โดยปกติแล้วมีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเองทั้งสิ้น  ซึ่งคุณค่านั้น...เป็นสิ่งอันติมะ  เป็นความจริงสูงสุด  ไม่เปลี่ยนแปลง  และมีอิสระจากทัศนะคติ  ความคิดเห็นและอยู่เหนือความปรารถนาของปัจเจกบุคคล  ดังนั้น  คุณค่าจึงไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินและกำหนดได้จากตัวบุคคล  จากความรู้สึก  หรือจากสิ่งภายนอกใดๆได้
 
ตัวอย่างเช่น  ศีลธรรม  ความดีนั้น  โดยเนื้อแท้... มีคุณค่าที่...ความดีอันเป็นสุทธิลักษณะ หรืออัตถะประโยชน์ที่มีอยู่ในตัวของมันเอง...อยู่แล้ว  ซึ่งจะสร้างให้เกิดผลเป็นคุณูปการแก่บุคคลที่ประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรม  เช่น  หากบุคคลหนึ่งสามารถเลิกยาเสพติด  ดื่มเหล้า  เลิกการเล่นพนันหรืออบายมุขต่างๆได้  เขาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น  ผลหรือคุณประโยชน์ของศีลธรรม  ความดี  จึงเป็นคุณค่าที่แท้จริง...ของศีลธรรม  อันเป็นอกาลิโก  ไม่ว่าบุคคลนั้นๆจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามหลักศีลธรรมก็ตาม  ความดีก็ยังคงเป็นความดีอยู่วันยังค่ำ  ไม่เปลี่ยนแปลง  โดยเราเรียกสิ่งนี้ว่า...เป็นคุณค่าถาวร  เป็นต้น

ภาพ ผลงานของคามิลชื่อ The Flute Player ในปี 1904

2) อัตวิสัย (subjective) คุณค่าเป็นสิ่งที่กำหนดจากความพึงพอใจของบุคคลเป็นหลัก  เช่น ทัศนะคติ  ความคิดเห็น  รสนิยม  อารมณ์ความรู้สึก  ฯลฯ  กล่าวคือ  การกำหนดหรือตีค่าให้กับงานศิลปะหรือสิ่งต่างๆนั้น  ไม่เป็นอะไรมากไปกว่า...เรื่องของความรู้สึก  อันหมายถึง  คุณค่าในเชิงอารมณ์ความรู้สึก  หรือปฏิกิริยาตอบสนอง... ระหว่างผู้ดู ต่อ ศิลปวัตถุ  นั่นเอง  พูดง่ายๆคือ  หากเรารู้สึกชอบและพอใจ  งานศิลปะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า (ต่อเรา)  แต่หากเรารู้สึกไม่ชอบ  ไม่พึงพอใจ  สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ไร้คุณค่า (ต่อเรา)  ด้วยเหตุนี้  การกำหนดคุณค่าในงานศิลปะ...จึงไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินได้จากอัตตะ  คุณลักษณะ(ภายใน)  หรือจากคุณประโยชน์ของสิ่งนั้นๆได้  (คุณค่า...ตามความหมายแห่งอัตวิสัยนี้  จึงอาจไม่เป็นสิ่งอันติมะ  ปรมัตถ์  หรือความจริงสูงสุด  เพราะอาจมีความเอนเอียงและเปลี่ยนแปลงไปตาม  อคติ หรือ ฉันทาคติของบุคคลได้เสมอ)

สรุปคือ  คุณค่าทางสุนทรียภาพ  คือ  สิ่งใดก็ตามที่มีคุณูปการต่อ “ ความงาม ”  และมีคุณค่า...อันเป็นเหตุให้วัตถุชิ้นหนึ่งเป็น “ งานศิลปะ ” นั่นเอง  ทั้งนี้อาจตรงกันข้ามต่ออัตถะประโยชน์ก็ได้


ภาพ งานชื่อ Clotho  ปี 1893

“ เธอรักงานศิลปะไหม ? ”  บูเช่ถาม

“ ดิฉัน  รักในศิลปะคะ ”

“ แล้วงานประติมากรรมมีความสำคัญกับเธอ...แค่ไหน ? ”

“ มันคือ...ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของดิฉันเลยค่ะ ” คามิลตอบ

“ เช่นนั้นแล้ว  คุณค่าของศิลปะที่มีต่อตัวเธอหรือกับผู้อื่น  อันไหนสำคัญกว่ากัน ? ”

“ เออ... ไม่รู้สิ  คงกับตัวฉัน...มั้งคะ ”  เธอตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ ถูกแล้ว  ลูกศิษย์คนเก่งของฉัน ” บูเช่กล่าวสำทับ

“ และฉันขอร้อง...ให้เธอมอง...ในเชิงอัตถะประโยชน์ของมัน ”

“ ทั้งนี้  เพราะ...ความดี  ความจริง  ความงาม หรือแม้แต่...งานศิลปะล้วนมีจุดหมายและคุณค่าในตัวของมันเอง  ไม่โดยทางใดก็ทางหนึ่ง  ดังนั้นแล้ว  ศิลปะจะบรรลุจุดมุ่งหมายของมันได้  ก็โดยการตระหนักถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของมันเอง  อันเป็นผลให้เกิดคุณประโยชน์...ทั้งในทางจำเพาะหรือในทางกว้างขวาง  และรวมถึงประโยชน์ที่มีต่อบุคคลผู้รังสรรค์ศิลปะนั้นๆหรือต่อคนทั้งหลายด้วย  นี่แหละ  คือ  คุณค่าของศิลปะ ” 

“ เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหม ? ” บูเช่จ้องมองดูคามิล

“ อืม...ฉันคิดว่า....เข้าใจนะคะ ” เธอตอบอย่างลังเลอีกครั้ง

“ ไม่เป็นไร ?  ขอให้...เธอรักและมีความสุขกับการทำงานศิลปะอยู่เสมอ  ก็พอแล้ว ”

อัลเฟรด บูเช่ลากลับไปในเย็นวันนั้น  โดยเขาได้ทิ้งไว้ซึ่งคำแนะนำ...ที่คามิลมิอาจเข้าใจได้เลย  เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงชั่วครู่  ที่สว่างโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของชีวิต  ที่สร้างความยินดีให้กับคามิลในช่วงเวลาสั้นเท่านั้น  แล้วพลันจางหายไป

....................................................................

                                และด้วยในตอนนั้น...ผลงานของคามิลไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากนัก  ทั้งๆที่...ฝีไม้ลายมือของเธอก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าโรแดงเลย  มีเพียงนักวิจารณ์ศิลปะบางคนเท่านั้น...ที่ชื่นชมและมองเห็นคุณค่าในผลงานของเธอ  แม้ว่า...เธอจะทุมเทให้กับการทำผลงานทุกๆชิ้นอย่างหนัก...ก็ตาม   ด้วยเหตุนี้  คามิลจึงเริ่มรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องอยู่ภายใต้เงาของโรแดงมากขึ้น  มากขึ้น  และต้องยอมให้กับเขาในทางศิลปะ  หลายๆครั้ง...เธอทั้งเสียใจและขัดเคืองใจ  และด้วยสาเหตุนี่เอง...ที่ทำให้คามิลกลายเป็นคนที่มีอารมณ์คุ่มดีคุ้มร้ายอยู่เสมอ

ภาพ คามิล คลอเดล (คนกลาง) และเจสซี่  ลิปสคอมป์ (ซ้ายมือ) 

                                เช่น...ในครั้งหนึ่ง  เมื่อโรแดงติดตามคามิลไปอังกฤษ  เพื่อเยี่ยมเยียนเจสซี่  ลิปสคอมป์ เพื่อนสนิท  แทนที่พวกเขาจะได้ท่องเที่ยวกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน  แต่เจสซี่กลับต้องคอยเป็นกันชน...เป็นคนกลาง...ให้ระหว่างคนทั้งสอง  โดยเฉพาะในเวลาที่คามิลอารมณ์ไม่ดีและไม่อยากรับฟังสิ่งใดๆ  ซึ่งเขามักถูกคามิลผลักไล่ไสส่งอยู่เสมอ  โรแดงเคยเขียนจดหมายถึงเจสซี่ว่า... “ หลายๆครั้ง  เขาไม่เข้าใจเลยว่า..  ทำไม ?..คามิลจึงเป็นคนที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้ ”  ซึ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ทรมานใจอย่างมาก

                                “ ยอดรักของฉัน  เปิดประตูให้ฉันเถิด ” 

                                โรแดงยืนเว้าวอนอยู่ที่หน้าประตูห้องในโรงแรมแห่งหนึ่ง

                                “ ไปให้พ้น  ไอ้คนโสมม  น่ารังเกียจ ” 

                                “ แกมัน...  ไอ้คนปลิ้นปล้อน  แก...ไม่เคยรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉันได้เลย  ไหนล่ะ  รางวัลรางวัลกรังด์ปรีซ์เดอซาลอนที่คุยโตไว้  ไหนล่ะ...ชุดสวยๆของฉัน  มันเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น  แก่..มันคนไม่มีน้ำยาหรอก  เก่งก็แต่....เอาเปรียบฉัน  หลอกลวงฉัน  ไปให้พ้น  ” เสียงคามิลด่าทอมาจากอีกด้านหนึ่งของประตู

                                “ ทำไม... พูดอย่างนั้นเล่า  ที่รักของฉัน ”  โรแดงยังไม่ละความพยายาม

                                “ ฉันว่า...คุณกลับไปก่อนเถิด  ไว้รอให้เธอเย็นลงก่อน  พรุ่งนี้ค่อยกลับมาใหม่ ”

                                “ แล้วฉันจะช่วยพูดกับเธอให้ ” เจสซี่  ลิปสคอมป์  เพื่อนสนิทของคามิลแนะนำ

                                “ งั้น...พรุ่งนี้  ผมจะกลับมาใหม่นะ  เจ้าหญิงของผม ” โรแดงกล่าวลากับบานประตูอย่างกระอักกระอ่วนใจ

                                “ ไปเลย  ไอ้คนสำสอน กลับไปหาเมียขอแกโน้นไป ”  เสียงสิ่งของบางอย่างกระทบเข้าที่บานประตูดังโครมใหญ่ 

                                (หมายเหตุ : โรแดงไม่เคยได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์เดอซาลอน  แต่เขาได้รับรางวัล Le’gion d’ Honneur แทนในภายหลัง  ดังนั้น สัญญาที่คนทั้งสองกระทำต่อกันจึงไม่มีข้อใดที่เป็นจริงเลย)

ภาพ โรส  บิวเรต์ (Rose Beuret) ภรรยาเก่าของโรแดง

                                ในอีกเหตุผลหนึ่ง  คามิลเป็นคนที่มีอารมณ์หึงหวงค่อนข้างมาก  เธอจึงรู้สึกรังเกียจที่จะต้องแบ่งโรแดงให้กับโรส  บิวเรต์ (Rose Beuret) ผู้เป็นภรรยาเก่าเก็บของเขามากว่ายี่สิบปี  ซึ่งโรสแตกต่างกับเธออย่างมาก  คามิลมองว่า...โรสเป็นคนโง่เง่าไม่รู้หนังสือ  ไม่มีความรู้ในเรื่องศิลปะ  ไร้รสนิยม  และหน้าตาก็ยังบ้านนอก...สละสวยสู้เธอไม่ได้เลย  

                                แต่กระนั้น... โรแดงก็ไม่เคยทอดทิ้งภรรยาเก่า  เพราะโรสอยู่กับเขามาตั้งแต่เริ่มแรก  ทั้งในยามยากจนและไร้ชื่อเสียง  เธอก็อุทิศตัวให้กับโรแดง  ซื่อสัตย์ต่อเขา  เป็นแบบปั้นให้เขา  และคอยดูแลบ้านช่องอย่างดี  และมีลูกด้วยกันคนหนึ่งชื่อออกุสต์  แม้ว่า...โรแดงจะปฏิเสธและไม่ยอมรับลูกคนนี้ตามกฎหมายก็ตาม  แต่โรสก็ยังรักและซื่อสัตย์ต่อโรแดงเสมอมา  ด้วยเหตุนี้  โรแดงจึงรู้สึกว่า...เขาควรมีความรับผิดชอบต่อโรสในระดับหนึ่งเช่นกัน  เพื่อตอบแทนในความภักดีเธอ  ดังนั้น  โรแดงจึงไม่อาจทอดทิ้งเธอไปได้ 

ภาพ โรสและโรแดง ในปี 1893

                                ในส่วนโรส...แม้เธอจะพยายามทำตัวเป็นภรรยาที่ดี  แต่เธอก็ไม่อาจทำตาบอดต่อความสัมพันธ์ของคามิลและโรแดงได้  หลายครั้งที่...โรสกับคามิลมีปากเสียงกันและทะเลาะกันอย่างรุนแรง  จนกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่...ให้ชาวปารีสทั่วไปได้นำมาพูดล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก  บางคนถึงกล่าวว่า... “ พวกเธอทั้งสองคนเป็นเสมือนสุนักตัวเมียที่กัดกันเพียงเพื่อแย้งกระดูกติดเนื้อ เท่านั้น ”   

....................................................................

                                ในปีค.ศ. 1892  หลังจากคามิลแท้งลูกความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็มาถึงจุดแตกหัก  โดยเธอตัดสินใจทิ้งโรแดงก่อน  เพราะเห็นได้ชัดแล้วว่าเขาไม่มีทางที่จะทิ้งโรสภรรยาเก่า  และคามิลเองก็รู้สึกเบื่อที่ต้องถูกปฏิบัติเยี่ยงนักเรียนของเขาอยู่เสมอ  และคงเป็นเรื่องยากที่เธอจะสร้างอัตลักษณ์ในฐานะศิลปินของตัวเองได้  หากยังอยู่ภายใต้เงาและอิทธิพลทางศิลปะของโรแดงต่อไป  ดังนั้น  คามิลจึงตัดสินใจแยกทางกับโรแดงอย่างเด็ดเดี่ยว  แต่กระนั้น...โรแดงก็หวังว่าทั้งคู่จะยังเป็นเพื่อนกันได้  แต่คามิลก็ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า...เธอไม่ต้องการจะพบเห็นหรือคบหากับเขาอีกต่อไป  และตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งทำให้โรแดงชอกช้ำใจอย่างมาก  แต่อย่างไร...เขาก็ไม่เคยหมดรักในตัวของคามิลเลย  โดยเขายังคอยช่วยเหลือเธออยู่ห่างๆเสมอ เช่น ในปี 1895  โรแดงขอให้ชีล มอร์นีย์ นักวิชาการช่วยเขียนบทความเพื่อยกย่องคามิล  โดยเขากล่าวว่า “ อยากทำบางสิ่งให้กับอัจฉริยภาพหญิง คนหนึ่งที่ผมรักมากเหลือเกิน ”   และเขายังช่วยจ่ายเงินให้กับผู้ช่วยของคามิลในตอนที่เธอมีปัญหาด้านการเงินอีกด้วย 

ภาพงานชื่อ The Gossips หรือ Les causeuses ในปี 1879

                                ผ่านไปสิบปีหลังจากโรแดงและเธอแยกทางกัน  คามิลได้มีผลงานออกมามากที่สุด  เธอทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน  โดยหวังที่จะสร้างชื่อเสียงและอัตลักษณะทางศิลปะให้กับตนเอง  ในยุคแรกงานของเธอนั้นเป็นชิ้นใหญ่ๆ  ถึงตอนนี้เธอจงใจทำงานชิ้นเล็กลง  และใช้วัสดุที่แกะสลักยาก เช่น หินโอนิกซ์ ซึ่งในช่วงเวลานี้เอง  ที่คามิลได้สร้างอัตลักษณ์แห่งตัวตนขึ้น  และได้เดินอยู่บนหนทางในการสร้างสรรค์ศิลปะและนำเสนองานประติมากรรมในแนวทางใหม่อย่างเต็มตัว  เช่น  ผลงานชื่อ “ The Gossips ” ที่เป็นต้นแบบของงานศิลปะป๊อป (pop art) ซึ่งมีความเป็นต้นแบบ  และเป็นการรังสรรค์ศิลปะใหม่ๆอย่างแท้จริง  เหมือนที่เธอเขียนจดหมายถึงพอลน้องชายว่า “ เธอจะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่โรแดงอีกแล้ว  ไม่ว่าโดยทางไหนอย่างสิ้นเชิง ”  คามิลทำสำเร็จในที่สุด  เธอได้ปลดแอกอิทธิพลทางศิลปะของโรแดงออกไปจนหมดสิ้นแล้ว

                                “ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ?  กับผลงานใหม่ของมาดมัวแซลคอลเดล  ครับโอกุสส์ ? ”

                                “ แล้ว...จริงไหม ?  ที่มันเป็นเสมือนอนุสาวรีย์แห่งการเลิกร้างกันระหว่างคุณกับเธอ ”  

                                ภายในงานเลี้ยงการกุศลแห่งหนึ่ง  นักหนังสือพิมพ์รุมกันยิงคำถามใส่โรแดง  ด้วยหวังได้ยินคำตอบโต้ที่เผ็ดร้อน  เพื่อนำไปเขียนในคอลัมน์ซุบซิบ

                                “ สุภาพบุรุษ  คุณสุภาพบุรุษ... ผมไม่มีความคิดเห็นใดๆทั้งนั้น ” โรแดงกล่าวตัดบทและรีบเดินหนีไปทันที 

ภาพ งานชื่อ The Age of Maturity ในปี 1899

                                ในผลงานชื่อ The Age of Maturity  คามิลได้บอกเล่าถึง...การเลิกรากันระหว่างเธอกับโรแดงได้อย่างงดงามและทรงพลัง  โดยถ่อยทอดความรู้สึกออกมาด้วย  รูปปั้นชุด...ที่มีหญิงแก่กำลังดึงชายวัยกลางคนออกไป  ในขณะที่หญิงสาวอีกคนหนึ่งคุกเข่าลงร้องวิงวอนอย่างเจ็บปวด  (นับเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่สุด masterpiece ที่ในภายหลังได้รับคำชื่นชมอย่างมากในปัจจุบัน)  แต่เมื่อโรแดงเห็นรูปปั้นนี้  เขากลับรู้สึกไม่ชอบใจที่คามิลนำเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งคู่...มาเปิดเผยและประจานต่อสาธารณชน  เหมือนจงใจจะทำลายชื่อเสียงของเขา  ดังนั้น  โรแดงจึงพยายามใช้อิทธิพลของเขาในแวดวงศิลปะ  เพื่อยุติการหล่อรูปปั้นบรอนซ์ขนาดใหญ่จากรูปนี้  แต่ก็ไม่เป็นสำเร็จผล  ด้วยเหตุนี้  สายสัมพันธ์บางๆในความเป็นเพื่อนและคนรักเก่าจึงขาดสะบั้นลง  และโรแดงก็หยุดให้การสนับสนุนงานของคามิล  นับตั้งแต่นั้นมา

                                ในส่วนคามิล  เมื่อเธอเริ่มอยู่คนเดียวมากขึ้น  และหมกมุ่นอยู่กับการทำงานอย่างหนัก  ด้วยเหตุนี้  เธอจึงกลายเป็นคนโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากสังคม  ไม่มีเพื่อน  และเธอก็ไม่ต้องการรับศิษย์หรือจะคบหาสมาคมกับใคร 

                                “ ไอ้คนสารเลว  จอมหลอกลวง ” คามิลสบถด่า...

                                “ ไอ้ปลิงดูดเลือดชั่วช้า ไอ้หัวขโมย  แก...ลักเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากฉัน ” 

                                “ ขอให้แก...พินาศย่อยับ  และเป็นเหยื่อของหนอนในหลุมศพ ”  เธอสาปแช่งโรแดง  และกรีดร้องอย่างเจ็บปวด  โหยหวน  พร้อมทั้งทุบทำลายผลงานหลายๆชิ้นในสตูดิโอ  เหตุเพราะ...  

ภาพ คามิลและโรแดงคู่รักศิลปินแห่งศตวรรษที่ 19

                                ในปี ค.ศ.1905  คามิลได้จัดแสดงงานอีกครั้ง  เป็นผลงานย้อนหลังสิบสามชิ้นที่แกลเลอรี่แห่งหนึ่ง  แต่ก็...ไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนัก (ในตอนนั้น)  ด้วยความผิดหวัง...เธอจึงทุบทำลายผลงานของตัวเองไปหลายชิ้น  และพุ่งเป้าของความผิดหวังและความโกรธไปที่โรแดงทั้งหมด  โดยคามิลเริ่มเชื่ออย่างจริงจังว่า...โรแดงหลอกใช้เธอ  และมองว่าเขาเป็นเสมือนปลิงที่ดูดกินพรสวรรค์ของเธอ  และเธอกล่าวหาว่า...เขาปล้นและขโมยเอาอัจฉริยภาพของเธอไป  อีกทั้งยังสมคบคิดกันจะฆ่าเธอกับพวกโปรเตสแตนต์  ยิวและฟรีเมสันด้วย  ซึ่งเป็นผลมาจาก...อาการของโรคจิตหวาดระแวงที่กำเริบอย่างหนัก  และทำให้เธอหนีหายตัวไปเป็นเวลานาน

                                คามิลย้ายไปอยู่ที่อิสแซงค์หลุยส์  โดยเธอพักอยู่คนเดียวที่ชั้นล่างอพาท์ตเมนต์เก่าๆกับแมวนับสิบตัว  และเริ่มทำตัวแปลกๆ  เช่น  ติดตั้งกลอนประตูหลายอัน  ไม่รับแขกใดๆ  แต่งตัวสกปรกมอมแมม  ชอบอยู่ในความมืดโดยไม่เปิดม่านหน้าต่าง  และห้องหับก็เหม็นอับรกรุงรัง  หลายครั้ง...ที่คามิลไม่ยอมกินอะไรและทิ้งอาหารไปเฉยๆ  ด้วยกลัวว่าโรแดงจะลอบวางยาพิษเธอ  หรือในบางครั้ง  เธอก็ไปคุ้ยหาอาหารในถังขยะ  และ...ในบางเวลา  เมื่อคามิลมีเงิน (หลุยส์ผู้เป็นบิดาและพอลน้องชายส่งมาให้) เธอก็จะจัดงานเลี้ยงที่ห้องของเธอ  และเชิญคนจรจัดและพวกไร้บ้านมาร่วมงาน  โดยในงานเลี้ยงเธอจะแต่งตัวหรูหราและเสิร์ฟแชมเปญดื่มกินกันอย่างฟุ่มเฟือย  หลังจากนั้น...เธอก็กลับไปเก็บตัวเงียบอีก

ภาพ พอล คอลเดล น้อยชายเป็นกวีนักเขียนและนักการทูต

                                จนกระทั้ง...ในวันหนึ่งที่ไม่คาดฝัน...และไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ  พอลน้องชายก็แวะมาเยี่ยมเยียนคามิลที่อาพาท์ตเมนต์พร้อมทั้งอาคันตุกะแปลกหน้าที่คอยท่าอยู่ข้างนอก 

                                “ พี่เป็นอย่างไรบ้าง ?  ดูสภาพไม่ค่อยดีเลยนะ ? ” พอลน้องชายถามไถ่  พร้อมทั้งกวาดตามองไปรอบๆภายในห้องที่ค่อนข้างมืดและเหม็นฉุน  ที่ฝาห้องกระดาษปิดผนังถูกฉีกขาดเป็นริ้วยาว  บนโต๊ะมีจานชามที่มีเศษอาหารเน่าบูดเรียงซ้อนกันอยู่   และบนพื้นก็สกปรกมีข้าวของระเกระกะ  และมีแมวเพ่นพ่านทั่วไป

                                “ ฉันสบายดี ” คามิลตอบ  โดยนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมที่ขาดเก่าและหักพัง

                                “ เธอมาปารีสตั้งแต่เมื่อไหร่ ?  ทำไม ?  ไม่เขียนถึงฉันก่อนน้องรัก  พี่จะได้จัดเตรียมห้องหับไว้ต้อนรับเธอ  แล้ว...ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ?  สุขภาพของคุณพ่อล่ะ ?  คุณแม่หายโกรธฉันหรือยัง ? เออ...พอลเธอได้ยินข่าวไหมว่า...ที่ Salle Ventadour เขาเอาละครเรื่อง Jane Shore ” มาเปิดแสดงอีกแล้ว  เหมือนที่เราเคยดูกันตอนเป็นเด็กๆไงล่ะ  คนลือกันว่านางเอกคนใหม่สวยกว่า Smithson เสียอีก  พี่อยากไปดูเหมือนกันนะ และถ้า...พี่เป็น เจน ชอร์  พี่ก็คงไม่ต้องการคำให้อภัยจากสามีหรอก  เพราะถ้าเขายังมีหญิงอื่นได้  พี่ก็มีคนอื่นได้เช่นกัน  และ... ” คามิลพูดไม่หยุดปาก  ด้วยเสียงที่ฟังแล้วแสบแก้วหู  เหมือนคนเสียสติ

                                “ อืม... คามิล  วันนี้...ผมมีเพื่อนมาด้วย  พวกเขารออยู่ข้างนอก ”

                                “ พี่จะให้พวกเขาเข้ามาในนี้ได้ไหม ? ” พอลพูดตัดบทสนทนา  และมีท่าทางเหมือนรีบร้อนที่จะดำเนินการบางอย่างให้เสร็จสิ้นไป

                                “ อ้าว...เธอมีเพื่อนมาด้วยหรือ ? ”  เธออุทาน 

                                “ ให้พวกเขาเข้ามาในนี้ก่อนก็ได้  ข้างนอกอากาศมันหนาว ”  คามิลเชื้อเชิญ  โดยไม่รู้ตัว

                                เมื่อพอลเดินออกไปข้างนอกห้อง  ไม่นานนัก...ก็ปรากกฎบุรุษพยาบาลสองคน  ในชุดแปลกประหลาด  เสื้อนวมแขนยาวตัวใหญ่  บนศีรษะมีหมวกแปลกๆ  และสวมรองเท้าบูทสูง  ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางน่ากลัว

ภาพ โรงพยาบาลโรคจิตวิลล์อีแวร์ด  hospital of Ville-Évrard

                                ในปี 1913 เมื่อหลุยส์ผู้เป็นบิดาเสียชีวิตลง  ไม่มีใครในครอบครัวใส่ใจที่จะบอกข่าวร้ายนี้กับคามิลเลย  จึงทำให้เธอไม่ได้ไปงานศพของพ่อ  และเมื่อพ่อของคามิลจากไป  เธอก็หมดผู้ที่คอยดูแลและเห็นอกเห็นใจ  และหนึ่งสัปดาห์ต่อมา (หลังจากพ่อตาย)  คามิลก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลโรคจิตวิลล์อีแวร์ด  ด้วยการผลักไสจากคนในครอบครัว  แม้ในแบบฟอร์มจะเขียนว่าเธอ “ สมัครใจ ” มาเอง  แต่ในความเป็นจริง  คามิลถูกบังคับให้ออกมาจากอพาร์ทเมนต์ชั้นล่างทางหน้าต่าง...อย่างทุลักทุเล  และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของวาระสุดท้ายที่ยาวนาน...ในชีวิตของเธอ  ภายใต้รั้วหลังคาโรงพยาบาลโรคจิต

                                คามิลได้ถูกครอบครัวของเธอพิพากษาแล้วว่า... “ เธอเป็นคนบ้า  และวิกลจริต ”

ภาพ คามิลในโรงพยาบาลโรคจิต  จากหนังในปี 1988  แสดงโดยอิซาเบล แอดจานี

                                โรแดงตกใจอย่างมากกับข่าวการเข้าโรงพยาบาลของคามิล  เมื่อหนังสือพิมพ์ประโคมเล่นข่าวนี้อย่างอื้อฉาว (โดยการให้ข้อมูลจากลูกพี่ลูกน้องของคามิล)  โรแดงพยายามไปเยี่ยมคามิลหลายครั้ง  แต่ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม  โดยครอบครัวคลอเดลได้ขอทางโรงพยาบาลให้แยกตัวเธอออกจากคนไข้อื่นๆอย่างสิ้นเชิง  และเธอก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมาย  ติดต่อกับใคร  และห้ามไม่ให้ผู้ใด...เข้าเยี่ยมยกเว้นพอลน้อยชายของเธอเท่านั้น  ดังนั้น  โรแดงจึงเขียนถึงแมเทียส มอร์ฮาร์ดต์ (เพื่อนของทั้งคู่) เพื่อเสนอช่วยเหลือคามิลในเรื่องเงินทอง

                                ในเวลาไม่นานนัก....อาการของคามิลก็ดีขึ้น  แพทย์ของเธอติดต่อกับทางครอบครัวคลอเดลหลายครั้ง  เพื่อให้มารับตัวเธอกลับบ้าน  แต่ทุกครั้ง...แม่ของคามิลก็ยังยืนกรานที่จะให้เธออยู่ที่นั่นต่อไป  และพอใจที่จะกักขังเธอไว้ให้ขาดซึ่งอิสรภาพ  ด้วยเพราะ...ยังไม่หายโกรธเกลียดที่คามิลทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง  ซ้ำร้ายในปี 1914 ยังย้ายคามิลไป Montdevergues  Asylum ที่  Montfavet ทางตอนใต้ซึ่งห่างไกลจากปารีสอีกด้วย  (คามิลไม่ได้ทำงานปั้นหรืองานประติมากรรมอีกเลย  ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล)

ภาพ  คามิลกำลังอธิษฐานภายในโบสถ์ที่โรงพยาบาลโรคจิต  จากหนังในปี 1988

                                “ พอลที่รัก  เธอรู้ใช่ไหมว่า... พี่หายดีแล้ว ”

                                “ ได้โปรด...เห็นแก่พระเจ้าเถอะ  ให้พี่ได้กลับบ้าน ” คามิลอ้อนวอนต่อน้องชาย

                                “ ตอนนี้... ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหรอกนะ ” พอลตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ไร้ความรู้สึก

                                “ พี่ก็รู้ว่า...แม่และคนในครอบครัวรู้สึกอย่างไร ? ” เขาเอาครอบครัวมาเป็นของอ้าง...เพื่อปฏิเสธอีกครั้ง

                                “ นี่มัน...ก็หลายปีมาแล้วนะ  ที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี้ ”

                                “ พี่ยอมทำตามความประสงค์ของคุณแม่และเธอ...ทุกอย่างแล้ว  ”  เธอร้องขอความเห็นใจ

                                “ แม้แต่... โจรบนไม้กางเขนที่สำนึกผิด  ในวาระสุดท้าย  องค์พระคริสต์  พระบุตรเจ้ายังทรงให้อภัย  แล้ว...คุณแม่กับเธอจะไม่ให้อภัยต่อพี่บ้างเลยหรือ ? ”  เขารู้สึกหน้าชาและยืนนิ่งขึงไปชั่วขณะ  (เพราะ...พอลและแม่ของคามิลได้ชื่อว่าเป็นชาวคาทอลิกที่มีศรัทธาเคร่งครัดอย่างมาก)

                                “ เอาไว้เรา...ค่อยตัดสินใจในเรื่องนี้  กันที่หลังนะ ”  พอลหลีกเลี่ยงที่จะให้คำตอบ  และรีบเดินออกจากห้องเยี่ยมไป  โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองดูคามิลพี่สาวอีกเลย

                                เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี  คามิลก็เลิกหวังที่จะได้กลับบ้าน  แม้ว่า...คามิลจะร้องขอให้พอลและครอบครัวปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระ...มากเท่าใด  แต่เธอก็ไม่เคยสมหวังเลย  คามิลต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโรงพยาบาลบ้า...นานถึงสามสิบปี  โดยที่แม่และญาติพี่น้องไม่เคยไปเยี่ยมเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว  มีแต่...พอลน้องชายที่ไปเยี่ยมคามิลเพียง...เจ็ดครั้งเท่านั้นในรอบสามสิบปี  เพื่อดูแลเรื่องเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ  คามิลเสียชีวิตในปี 1943 อย่างโดดเดียวในโรงพยาบาลโรคจิต  โดยไม่มีใครในครอบครัวไปงานศพของเธอเลย  ครอบครัวคลอเดลไม่เคยมารับร่างของเธอ  พอลน้องชายจ่ายเงินหมื่นฟรังก์สำหรับพิธีมิสซาและพิธีศพของคามิลเท่านั้น  กระทั้งเมื่อ...พอลเสียชีวิตในภายหลัง  ปิแอร์ลูกชายของพอลได้ย้ายร่างคามิลป้าของเขาไปฝังไว้ในที่ดินของครอบครัวคลอเดล  ถือเป็นการ...จบลงของเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เศร้าสลดของคามิล  คลอเดล  นักประติมากรรมหญิงผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และพลังแห่งการสร้างสรรค์แห่งศตวรรษที่ 19  ซึ่งชีวิตเธอต้องภินท์พังลงด้วยความรัก  ความผิดหวัง  การถูกกลืนกินด้วยอิทธิพลทางศิลปะ  และความวิกลจริต     

ภาพ คามิล คลอเดล ในปี 1929  (ถ่ายที่โรงพยาบาล) ในช่วงปัจฉิมวัยก่อนเสียชีวิต

                                มีพียงรูปปั้นประมาณเก้าสิบรูป (เหลือรอดจากที่คามิลทุบทำลาย)  ภาพสเกตซ์  และภาพร่างแบบจำนวนหนึ่งเท่านั้น  ที่เป็นหลักฐานถึงความสามารถของคามิลนักประติมากรผู้ยิ่งใหญ่คนนี้  จนในปี 1984  ได้มีการจัดแสดงงานครั้งใหญ่ของเธอที่พิพิธภัณฑ์ในปารีสอีกครั้ง  และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน  นักวิจารณ์ศิลป์และคนจำนวนมาก...ที่ต่างก็ยกย่องในอัจฉริยภาพทางศิลปะของเธอ  และในปี 1988 เรื่องราวของเธอก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  คามิล  คลอเดล  ที่แสดงนำโดยอิซาเบล แอดจานี และเจอร์ราร์ด เดปาร์ดิอู  ซึ่งทำให้เรื่องราวของคามิลเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน    

                                ในท้ายที่สุดนี้  ผมต้องขอโทษเพื่อนๆด้วยที่หายหน้าหายตาไปจากเว็บบล็อก “ พื้นที่ความคิด ” นานเกือบสามเดือน  ด้วยเหตุผลเพราะไม่ค่อยสบาย...ตามสภาพภาวะของร่างกายที่พิกลพิการ  และด้วยต้องหาข้อมูลของคามิล  คลอเดล  ที่อยู่มากมายจากหลายๆแหล่งข้อมูลทั้งไทยและเทศ  จึงทำให้ล้าช้าไปบ้าง  ต้องขอโทษอีกครั้ง  แต่ผมก็หวังว่า...เรื่องราวชีวิตของ คามิล คลอเดล  นักประติมากรหญิงชาวฝรั่งเศส  ผู้ยิ่งใหญ่  ผู้นี้  จะให้แง่คิดบางอย่างกับเพื่อนๆผู้อ่านได้บ้าง...ไม่มากก็น้อยนะครับ

                                และผมขอทิ้งว่า.....                              

                                ชีวิตของคนเราไม่ต่างอะไรจากผลงานศิลปะ  ทุกคนเริ่มต้นที่ผืนผ้าใบแห่งวัยเยาว์อันว่างเปล่า  และเราวาดเติมแต่งสีสันภาพชีวิตของเรา  ด้วยความฝัน  แรงปรารถนา  ความรัก  การต่อสู้  ความเจ็บปวด  ความล้มเหลวหรือความสำเร็จ  สำคัญคือ  เราต้องไม่ลืมว่า...ศีลปะและชีวิตไม่ใช่ความเพ้อฝัน  แต่มันคือ  “ ความจริง ”   และการสร้างสรรค์  ที่คัดแยกงานศิลปะออกจากสิ่งที่ไร้คุณค่า  และจำแนกศิลปินออกจากคนโง่เขลา

....................................................................


ปิยะฤทธิ์  พลายมณี