Tuesday, 29 July 2014

Amygdala : เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว

Amygdala  :  เจ้าเมล็ดถั่วขี้กลัว

                               คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินบ่อยๆ  ในคำพูดที่ว่า....

                                “ You are What you think ”  ที่แปลว่า “ คุณคิดอย่างไร ?  คุณก็เป็นอย่างนั้น ” 

                                แต่คุณเชื่อจริงๆ...หรือเปล่า ?  ว่า......

                                ความคิด  คือ  ปัจจัยสำคัญที่สามารถกำหนดพฤติกรรมและชีวิตของคนเรา

                                โดยเฉพาะกับความคิดแย่ๆ  อาจเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตของเราได้ตลอดเวลา 


                                เรามาดูตัวอย่างความคิดแย่ๆกัน....

                                “ ฉันคงทำไม่สำเร็จหรอก ” หรือ “ มันยากเกินไป ”

                                “ ฉันมันแย่...ไม่เอาไหน ” หรือ “ ฉันคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ”  และอื่นๆ

                                ในตอนนี้  หากคุณกำลังมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัวสมอง.... จงพยายามสลัดมันทิ้งไป  เพราะท้ายที่สุด  ความคิดลบๆ...เหล่านี้จะทำให้คุณยอมแพ้  ไม่กล้าเผชิญกับอุปสรรค์  ปัญหาต่างๆ  และล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ดีๆไป

                                แต่... หากเราคิดดี  คิดบวก  เราก็จะสามารถมีความสำเร็จและพบเจอกับความสุขในชีวิตได้  เพราะการคิดดี  คิดบวกนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุข  ในทางกลับกัน  หากเราคิดแต่สิ่งไม่ดี  คิดแต่ในแง่ลบ  ในเรื่องร้ายๆ  ชีวิตของเราก็จะสามารถแปรเปลี่ยนและเป็นไปตามสิ่งที่เรานึกคิดได้  เช่นกัน  คือ  มีแต่ความโกรธ  อิจฉาริษยา  กระวนกระวาย  เป็นทุกข์เป็นร้อนใจ ฯลฯ  อันเป็นผลเนื่องมาจาก....ความนึกคิดของเรา  นั่นเอง


                                บทความในวันนี้  ผมคงจะไม่เขียนในแง่ของจิตวิทยา (Analytical Psychology)  เหมือนครั้งก่อนๆนี้  หรอกนะครับ

                                แต่ผมจะชักชวนท่านผู้อ่านให้มาค้นหาสาเหตุของความคิดในแง่ลบกัน  ว่า...มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

                                โดยเฉพาะในบริบทและสาเหตุอันเกิดมาจากการทำงานของสมอง... ?  นะครับ 


                                ในเบื้องต้น  นักวิทยาศาสตร์ทางสมองส่วนใหญ่   มีความเชื่อว่า  ต้นเหตุของการที่คนเรามีความคิดในแง่ลบ  และมองโลกในแง่ร้ายนั้น  ก็เพราะมีสาเหตุมาจาก  “ ความรู้สึกกลัว ” อันเกิดจากการทำงานของสมองในส่วน Amygdala  หรือที่เรียกว่า เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ”  ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเมล็ดอัลมอนด์ที่ฝังลึกอยู่ในสมองกลีบขมับส่วนกลาง (medial temporal lobe) ในหัวของเรา  ซึ่งอยู่ในกลุ่มสมองของส่วนที่เรียกว่า “ เครื่องผลิตอารมณ์ ” (Limbic system) นั่นเอง   


                                กล่าวง่ายๆ คือ สมองในส่วน Amygdala  หรือ เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ” นี้ จะทำหน้าที่ 2 ส่วนใหญ่ๆ  คือ  1) มีหน้าที่ในการช่วยเก็บบันทึกความทรงจำของเรา...ในเหตุการณ์ต่างๆที่ประกอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกไว้  และสร้างการตอบสนองทางอารมณ์ต่างๆ  2) มีหน้าที่โดยตรงใน...การปรับสภาวะให้เกิดความกลัว (fear conditioning) ขึ้นในมนุษย์และในสัตว์อื่นๆด้วย  ตามสัญชาตญาณรับรู้อันตราย  ซึ่งเป็นรูปแบบทางพฤติกรรมที่ทำให้เรามีความระมัดระวังต่างๆ  และสามารถมีความคิดเชิงวิเคราะห์...คาดคะเน...ต่อเหตุการณ์...ที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า  และสามารถหลบหลีกจากภยันตรายนานับประการได้


กระบวนการทำงานของ  Amygdala

                        เมื่อใดก็ตาม...ที่เราต้องเผชิญกับสิ่งใหม่  ที่ไม่รู้จัก...ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน  อันทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจ  ไม่น่าไว้วางใจ หรือ หวาดกลัว  เจ้าสมองในส่วน “Amygdala ”  หรือ เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ” ภายในสมองนี้  ก็จะรีบลุกขึ้นมาทำงานและส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่อเราในทันที  ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ  โดยสมองในส่วน “Amygdala ”  จะส่งสัญญาณเซลล์ประสาทไปที่สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณ  พิจารณา  ประเมินสถานการณ์  และช่วยเราในการมีความคิดเปรียบเทียบเชิงประสบการณ์ต่อสิ่งใหม่ๆที่พบเจอว่า...เราจะตอบสนองอย่างไร ?  ต่อไป....

                                และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วว่า...  สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้านั้น  มีความเสี่ยง  ไม่ปลอดภัย  และเป็นอันตราย  สมองก็จะนำเราเข้าสู่กระบวนการ “ วิ่งหนีหรือวิ่งสู้ ” (The fight or flight response) ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ  ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเร็วมาก  โดยสมองในส่วน Amygdala  หรือ เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ”  จะส่งข้อมูลตรงไปที่ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) ที่เชื่อมต่อกับไขสันหลัง  แล้วกระตุ้นต่อมหมวกไต (Adrenal glands) ให้ปล่อยฮอร์โมนที่ชื่อว่า “ เอพิเนฟฟริน ” (Epinephrine) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) เข้าสู่กระแสเลือดของเรา  ส่งผลให้ร่างกายของเรา...มีอาการตอบสนองต่างๆ...อย่างรวดเร็ว  เช่น  ความดันเลือดสูงขึ้น  หัวใจเต้นแรง  และสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว  ทำให้หายใจเร็วขึ้น  รู้สึกตื่นเต้น  มีเหงื่อออก  และพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่อันตรายเบื้องหน้า  และตัดสินที่จะ...ต่อสู้...หรือวิ่งหนี...  เพื่อเอาชีวิตรอด 


                                เช่น  มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์  เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน  ภายใต้ภาวะคับขัน หรือ ในเหตุการณ์ใหม่นั้น  ในเวลาอันรวดเร็ว  สมองจะมีความคิดประเมินสถานการณ์    วิเคราะห์...ความเสี่ยง...อันตรายต่างๆ  และจะสร้างกลุ่มความคิด  ของ  “ การหนี ” (flight  response) ขึ้น  ตัวอย่างเช่น....

                                “ มันเป็นสัตว์ตัวใหญ่มาก  มีทั้งเคี่ยวและเล็บยาวดูอันตราย  ฉันคงสู้มันไม่ได้  หนีเร็ว ”

                                “ ถึงแม้มันจะดูตัวเล็ก  แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันพ่นพิษได้หรือเปล่า  อันตราย  หนีเร็ว ”

                                “ มีอะไร ? อยู่ในพุ่มไม้ที่สั่นไหวนั้น  เป็นสัตว์อันตรายหรือเปล่าไม่แน่ใจ  หนีเร็ว ”

                               จากกลุ่มความคิดของการหนีเหล่านี้   มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันบรรพบุรุษของเราจากภยันตรายต่างๆ  และช่วยให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงปัจจุบันนี้

                                ที่ผมกล่าวมาแล้ว...ทั้งหมดนี้  เราอาจเรียกแบบง่ายๆได้ว่า... สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด (self-preservation) นั่นเอง  นะครับ


ข้อดีและข้อเสียของ Amygdala

                                ในข้อดี  กระบวนการ “ วิ่งหนีหรือวิ่งสู่ ” (The fight or flight response) อันเกิดจากการเฝ้าระวังของสมองในส่วน Amygdala นี้  เป็นความคิดแห่งสัญชาตญาณ (Automatic thoughts) ที่ดี...ที่ช่วยให้มนุษย์เรามีความระมัดระวังตนเอง...มีความพยายามในการเอาตัวรอด...และช่วยปกป้องชีวิตจากภัยอันตรายต่างๆได้   

                                แต่ในข้อเสีย  เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ” หรือ สมองในส่วน Amygdala นี้  มันมีส่วนที่ทำให้มนุษย์เรามีความอ่อนไหวในเรื่องเศร้าๆ (Drama) หรือในความคิดในด้านลบ (Negative thinking) ต่างๆได้ด้วย  เช่นกัน  ซึ่งจะทำให้เรามีความคิดแย่ๆ  เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  และอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าได้


                                 นักวิจัยทางสมองได้ทำการทดลอง...โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสวมเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบการทำงานของสมอง (Electroencephalography) หรือที่เรียกว่า “ EEG ”  แล้วเปิดรูปภาพของคนที่มีหน้าบึ้งและคนที่มีหน้าตายิ้มแย้มให้ดูเป็นชุดๆไป

                                จากผลการทดลองพบว่า...สมองของผู้ร่วมการทดลองทุกคน  แสดงการตอบสนองต่อภาพของคนมีหน้าบึ้งมากกว่าคนที่มีหน้าตามยิ้มแย้ม  ซึ่งสามารถสรุปผลได้ว่า...

                                “ สมองของเราตอบสนองต่อความทุกข์ได้ดีกว่าความสุข ”

                                หรือพูดง่ายๆคือ  เรามักจะชอบคิดในด้านลบ  มากกว่าคิดในด้านบวก  นั่นเอง 

                                สังเกตกับตัวคุณเองได้ง่ายๆว่า... ส่วนใหญ่แล้ว  ความคิดแรกๆที่คุณมีต่อเรื่องต่างๆนั้น  คุณมีความคิดเช่นไร ?  คิดอย่างไร ?  คุณชอบคิดในด้านที่ดีๆ  หรือ  คิดแต่ในด้านร้ายๆก่อน...เป็นสิ่งแรก

                                และ เป็นความจริงใช่ไหม ?  ที่บ่อยครั้ง...คุณมักคิดในแบบแย่ที่สุด (Worst cases) ไว้ก่อนเสมอ

                                สาเหตุที่เป็นเช่นนี้  ก็เพราะความคิดแห่งสัญชาตญาณ (Automatic thoughts) และความกลัว  อันเกิดจากการทำงานของสมองในส่วน “Amygdala ”  หรือ เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว ”  นั่นเอง


                                จากผลการทดลองนี้   ยังทำให้นักวิจัยได้รู้ว่า... คนเรายังชอบเสพในเรื่องร้ายๆมากกว่าเรื่องดีๆอีกด้วย เช่น  ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับต่างๆ  ที่ส่วนใหญ่แล้ว...มักชอบเอาข่าวในเรื่องร้ายๆ  เรื่องสยองขวัญ  เรื่องที่ไม่ดีต่างๆ...มาไว้ที่หน้าปกหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ  เพื่อเขย่าสมองและกระตุ้นความสนใจของผู้อ่าน  และช่วยเพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์ให้ขายดีขึ้น  ดั่งคำพูดที่ว่า “ ข่าวดีหน้าใน  ข่าวจัญไรหน้าแรก ”   นั่นเอง (ในสื่ออื่นๆ เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์ เหมือนกัน)

                                และโดยที่เราไม่รู้ตัว  พวกสื่อแย่ (bad media)  เหล่านี้เอง  ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างให้เราเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย  และมีอุปนิสัยในด้านลบๆ...อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  โดยมันจะปลูกฝังและสร้างความคิดแบบ “ กลุ่มความคิดทางลบ ” พร้อมกับเพิ่มจำนวนจุดประสานประสาท (Synapses) ในด้านลบ  ที่จะคอยส่งสัญญาณความคิดลบๆนี้ไปสู่สมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) และในส่วนอื่นๆ  อันจะนำไปสู่การลดประสิทธิภาพและความสามารถในการมีความคิด  พิจารณา  ไตร่ตรองหาทางการแก้ปัญหาต่างๆลง  และยังจะสร้างผลกระทบต่อการมีความจำระยะยาว (Long term memories) ในสมองส่วน (Hippocampus) ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างพฤติกรรมและอุปนิสัยในด้านที่ไม่ดี...ในอนาคตอีกด้วย  ทำให้เรากลายเป็นคนที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย  และมีอาการซึมเศร้า  และบั่นทอนความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขของเราทุกคน 


                                ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า  สภาพสังคม  สิ่งแวดล้อม  ปัจจัยภายนอกอื่นๆ  รวมทั้งสื่อต่างๆนั้น  ล้วนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกเราอย่างมาก  โดยเฉพาะปัจจัยในทางลบ  ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งเร้า (motivation stimulus) หรือตัวกระตุ้นให้สมองในส่วน Amygdala  ในหัวของเราทำงานอย่างผิดปกติ   และสร้างความแปรเปลี่ยนทางอารมณ์ของเราไปในทิศทางที่ตกต่ำและย่ำแย่ลง  และทำให้เรามีนิสัยเคยชินกับ...การมีความคิดในแง่ลบๆ  และมองโลกในแง่ร้ายๆ  นะครับ

                                เมื่อเพื่อนผู้อ่านได้เข้าใจและรู้เท่าทันกลไกของสมองเช่นนี้แล้ว  ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ที่เราจะปรับสมอง...เปลี่ยนความคิด...และเปลี่ยนชีวิตของเรา...ให้มีความสุขได้ด้วยของเราตัวเอง 

                                และเพื่อที่เราจะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ  เจ้า “ เมล็ดถั่วขี้กลัว”นี้...อีกต่อไป

                                ผมจึงมีวิธีการดังต่อไปนี้.....มาแนะนำเพื่อนๆทุกคน  เพื่อจะสามารถเอาชนะ...ความกลัวและความรู้สึกที่แย่ๆในชีวิตได้

1)ในกรณีที่ต้องเผชิญ...ภาวะคับขัน  เหตุการณ์ฉุกเฉิน  เสี่ยงอันตราย  ที่เราต้องพยายามเอาตัวให้รอดปลอดภัย  ภายใต้ความรู้สึกกลัว  และตื่นเต้นนั้นๆ  ให้เราตั้งสติ...และหายใจเข้า - ออก ลึกๆ ยาวๆ เพื่อนำเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองให้มาก  ช่วยลดความตื่นเต้น  และพยายามมองสังเกตให้ทั่วๆว่า...ศัตรูมีจุดอ่อน  จุดแข็ง  ที่ไหนอย่างไร ?  และมีช่องทางที่จะต่อสู้ หรือ หลบหนีอย่างไร ? และให้เราใช้ความคิดวิเคราะห์  ประเมินสถานการณ์อย่างมีสติ  เตรียมตัวให้พร้อม  รอคอยจังหวะที่เหมาะสม  และมีความกล้า  อาจช่วยให้เราสามารถหนีพ้นจากภยันตรายต่างๆได้ 
        
2) เราต้องพยายามปกป้องหัวสมองและความคิดของเรา  จากสื่อที่ห่วยๆ : bad media (ไม่ใช่ปิดกั้นไปเสียทั้งหมด  เรายังสามารถรับรู้..รับฟัง..ข่าวสารหรือข้อมูลแบบลบๆนี้ได้  เพียงแต่เราจะไม่พยายามใส่ใจ..มีอารมณ์ร่วม..หรือให้ความสำคัญกับมันมากจนเกินไป ) และให้เราเลือกที่จะเสพหรือรับข้อมูลข่าวสารแต่ในเรื่องที่ดีๆที่เป็นประโยชน์...เป็นหลัก  และพยายามกันตัวเราเองให้อยู่ห่างๆจากที่อโคจรและสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีต่างๆ  ในการใช้ชีวิตประจำวัน...อยู่เสมอ 

3) เมื่อใด..ก็ตาม  ที่เรามีความคิดในแง่ลบ  มีความรู้สึกแย่ๆ  หมดกำลังใจ  ท้อแท้  ท้อถอย  หรืออยากหนีจากปัญหา  ในอันดับแรก  จงยอมรับว่า...มันเป็นเรื่องปกติ..ธรรมดา..ของคนเราที่จะรู้สึกเหนื่อย หรือ ท้อใจบ้าง...ในบางครั้ง  แล้ว...จงรีบเปลี่ยนความคิดเสียใหม่  โดยการพยายาม “ คิดสู้ ”  คิดบวก  หรือมองให้เห็นว่า...เป็นสิ่งที่ท้าทาย...ความสามารถของเรา  และพยายามสร้างกลุ่มความคิดในด้านบวก...ที่จะช่วยเพิ่มหรือเสริมกำลังใจให้กับเรา...ต่อสู้กับอุปสรรค์และปัญหาต่างๆต่อไป  เช่น  บอกกับตัวเราเองว่า “ เราทำได้แน่นอน ” หรือ “ ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินความพยายามของเรา ”  หรือ “ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล ” เป็นต้น  เพียงเท่านี้  เราก็จะมีแรงกำลังลุกขึ้นมา...ต่อสู้กับปัญหาต่างๆในชีวิตได้อีกครั้ง


ในท้ายที่สุดนี้  ผมขอกล่าวย้ำ...อีกครั้งว่า....

ความคิด...เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถกำหนดชีวิตของเราได้  นะครับ

และการรู้เท่าทันกลไกของสมอง   ก็จะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

หากเราพยายามฝึกคิดในแง่ดี   ในด้านบวกอยู่เสมอ  เซลล์ประสาทของเราก็จะยิ่งสร้างและเพิ่มจำนวนจุดประสานประสาท (Synapses) ในกลุ่มความคิดทางบวกให้มีมากขึ้น  และยังทำให้เป็นผลลัพธ์ดีต่อการสร้างความจำระยะยาว (Long term memories) ในสมองส่วน (Hippocampus) อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเราในอนาคต...ทำให้เราเป็นคนที่มีความมั่นใจ  มีใจสู้  มีความอดทน  ไม่วิตกกังวลจนเกินไป   กล้าเผชิญกับปัญหา..ได้อย่างไม่หวาดกลัว  และสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้...ในที่สุด 

เคล็ดลับง่ายๆ  ก็คือ....

                                “ แค่เปลี่ยนความคิด  ชีวิตก็เปลี่ยน ” 

                                เพื่อนๆลองทำดูสิครับ  แล้วคุณจะรู้ว่า...มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร ?  เลย 

                                ที่... เราจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

........................................................................
ปิยะฤทธิ์  พลายมณี


Thursday, 26 June 2014

อับราฮัม ลินคอล์น : ปริศนาหลังเสียงปืน

อับราฮัม  ลินคอล์น : ปริศนาหลังเสียงปืน

                                ผู้คนทั้งโรงละครฟอร์ด เธียเตอร์ ลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างยาวนาน  ในทันที  ที่ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นและคณะได้ปรากฏตัวขึ้น  ในชั้นที่นั่งพิเศษตรงด้านข้างเวที  ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้ยืนโบกมือให้กับฝูงชนข้างล่างที่กำลังโห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดี  และในวันนี้  ทางโรงละครได้จัดให้มีละครรอบพิเศษเรื่อง Our American Cousin เพื่อเป็นการสดุดีเกียรติให้แก่ท่านประธานาธิบดี  ลินคอล์น เนื่องในวาระที่สงครามกลางเมืองได้สิ้นสุดลง
 

ภาพ  โรงละครฟอร์ด เธียเตอร์ (Ford Theater)

                                “ ถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 13 ข้อ  จะผ่านสภาแล้ว ”

“ แต่กว่าจะมีผลบังคับใช้  ก็ต้องรอจนถึงเดือนธันวา.. แน่ะ ”

                                “ หวังว่า... คนสักครึ่งหนึ่งในคืนนี้  จะไม่เปลี่ยนใจง่ายๆหรอกนะ ”  ท่านลินคอล์นหันมาพูดกับผู้ว่าการรัฐ เฮนรี แรธโบน  พรางโบกมือให้กับฝูงชน

                                “ ก็ไม่แน่หรอกครับ  บางที  คนชาวเหนือ ”

                                “ ก็เป็นพวกที่ไม่ค่อยอดทนต่ออะไร... ได้มากนัก  และเป็นคนหัวแข็งเหมือนกับ...พวกเดโมแครต  อาจเปลี่ยนใจในท้ายที่สุดก็ได้  ”

                                ท่านผู้ว่า  เฮนรี  ตอบโต้ด้วยคำหยอกล้อ  และหัวเราะอย่างเป็นกันเอง

                                เสียงวงดนตรีที่โหมโรงอยู่ค่อยๆเงียบลง  ตะเกียงไฟที่หน้าเวทีหรี่แสง  และผ่านม้านก็ค่อยๆเปิดออก  การแสดงละครรอบพิเศษกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว  พร้อมกับ  ยุคใหม่ของเสรีภาพและความเสมอภาคในสหรัฐอเมริกาที่ได้สำแดงตัวออกมาด้วย  เช่นกัน 

                                เพียงแต่... ไม่มีใครคาดคิดว่า   มันจะเริ่มต้นด้วยเสียงปืน...


ภาพ  คณะของท่านประธานาธิบดีลินคอล์นบนที่นั่งพิเศษด้านข้างเวทีในโรงละคร

ประวัติโดยสังเขป

                        Abraham Lincoln : อับราฮัม  ลินคอล์น  ประธานาธิบดีคนที่ 16 แห่งเมืองลุงแซม  ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด...คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในบทบาทการผลักดันให้มีการเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา


                                อับราฮัม  ลินคอล์น  เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809  ในบ้านไม้ทำจากท่อนซุง (log cabin)  ในแถบชนบทของฮาร์ดิน เคาน์ตี้ (Hardin County) รัฐเคนตักกี้  บิดาชื่อ  โธมัส ลินคอล์น (Thomas Lincoln) มีอาชีพเป็นช่างไม้และชาวนา  ซึ่งมีที่อยู่ไม่ค่อยเป็นหลักเป็นแหล่งเพราะยากจนมาก  มารดาชื่อ แนนซี่ แฮงค์ (Nancy Hank) เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1818 (ด้วยการดื่มนมจากแม่โคที่กินอาหารที่เป็นพิษ) และต่อมา...ซาร่าห์พี่สาวคนโตก็เสียชีวิตในการคลอดลูก  หลังจากนั้นครอบครัวจึงได้ย้ายไปตั้งรกรากในเขตป่าแถวสเปนเซอร์ เคาน์ตี้ (Spencer County)  และโธมัสผู้เป็นบิดาจึงได้แต่งงานใหม่กับหญิงม่ายชื่อ ซาร่าห์ บุช จอห์นสตัน (Sarah Bush Johnston) ซึ่งเธอก็เป็นแม่เลี้ยงที่ใจดีและรักอับราฮัมมาก


ภาพ  กระท่อมซุง (log cabin) ที่เคยเป็นบ้านของครอบครัวลินคอล์น

                                ในวัยเด็ก  ลินคอล์นเคยเล่าเรียนในโรงเรียนเพียง 18 เดือนเท่านั้น  แต่กระนั้น  ลินคอล์นก็เป็นคนที่รักในการอ่านหนังสือและพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ  และเป็นคนขยันขันแข็ง  เขาทำงานหลายๆอย่าง เช่น  ล่องเรือส่งสินค้าตามแม่น้ำไปยังนิวออลีนส์  เป็นบุรุษไปรษณีย์  นักสำรวจ  คนสับรางรถไฟ  ฯลฯ 


ภาพ  ลินคอล์นในวัยเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ

                                ต่อมาในปี ค.ศ. 1831 เขาก็ได้มาตั้งถิ่นฐานในเมืองนิวซาเล็ม รัฐอิลลินอยส์  และได้ทำงานที่ร้านขายของชำและดูแลโรงสี  และเริ่มต้นเรียนวิชากฎหมาย  และในปี 1836  ลินคอล์นก็ได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความและได้ย้ายไปเมืองสปริงฟิลด์ (Springfield) โดยได้เป็นหุ้นส่วนทางกฎหมายกับจอห์น ที สจ๊วต (John T. Stuart)  ซึ่งทำให้เขามีงานว่าความอย่างต่อเนื่อง  และลินคอล์นได้เริ่มฉายแววทางด้านกฎหมาย  ด้วยวิธีการโต้แย้งและแสดงเหตุผลแบบจริงใจ  พูดเข้าใจง่ายและชัดเจน  โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสีผิว  เขาได้ให้ความสนใจมาโดยตลอด 


ภาพ  บทเพลงที่ร้องถึง เอ็บ ผู้ซื่อสัตย์ (Honest Abe)  

                                ลินคอล์นเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป  เพราะเขาเป็นคนขยันขันแข็งและมีนิสัยที่ซื่อสัตย์  จนได้รับฉายานามว่า “ เอ็บ ผู้ซื่อสัตย์ ” (Honest Abe)  เขามีอัธยาศัยดีและเป็นคนกว้างขวาง  และมักชอบแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอ  จึงทำให้ลินคอล์นก้าวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในท้องถิ่น  และได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าการรัฐในปี ค.ศ.1843  ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึง 4 สมัย  และต่อมาในปี 1856  ลินคอล์นได้กลายเป็นสมาชิกที่มีบทบาทโดดเด่นในพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ในฐานะตัวเก็งผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี  และสองปีต่อมาทางพรรคฯได้แต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนเพื่อชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในรัฐอิลลินอยส์กับ สตีเฟน เอ. ดักลาส (Stephen A. Douglas) และพ่ายแพ้ให้กับดักลาส


ภาพ  การออกปราศรัยของลินคอล์นในเมืองนิวยอร์กซิตี้

                                แต่ในสนามแข่งขันผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งลินคอล์นได้ออกหาเสียงและปราศรัยเป็นครั้งแรกที่คูเปอร์ ยูเนียน (Cooper Union) เมืองนิวยอร์กซิตี้  ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1860 และได้รับการต้อนรับจากชาวเหนือเป็นอย่างดี  ด้วยเพราะเขามีนโยบายพรรคที่ชัดเจนกว่าพรรคคู่แข่ง  เช่น  เรื่องการจัดสรรดินแดน  และต่อต้าน  คัดค้านการขยายตัวและนำเข้าของทาสสู่ดินแดนตะวันออกใหม่  การโอบอุ้มธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าขาเข้า  และพัฒนาภายในประเทศโดยการขยายเส้นทางคมนาคมและสร้างเส้นทางรถไฟสู่แปซิฟิก  ทำให้ลินคอล์นได้รับคะแนนนิยมอย่างมากจากกลุ่มผู้แทนรัฐทางเหนือ  รวมทั้งรัฐเสรีที่ให้การสนับสนุนลินคอล์นทั้งหมด  และชนะการเลือกตั้ง  ในที่สุด  แม้ว่า...จะได้คะแนนเสียงไม่มากนักจาก (Popular Vote


ภาพ  อับราฮัม  ลินคอล์น ขณะกล่าวคำปฏิญาณเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี

                                เมื่อรู้ผลแน่ชัดว่าลินคอล์นได้เป็นประธานาธิบดี  รัฐทางใต้ทั้ง 7 รัฐซึ่งนำโดยเซาท์แคโรไลนาก็ประกาศแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางหรือสหภาพ (The Declaration of Immediate Causes) และตั้งตนเป็นฝ่ายสหพันธรัฐ (Confederates) และได้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาที่กินเวลายาวนานกว่า 5 ปี   และมีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่า 600,000 คน  หรือคิดเป็นสองเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา


ภาพ  ทหารที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามกลางเมืองในอเมริกา

                                ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1863 อับราฮัม ลินคอล์นก็ได้ประกาศเลิกทาส ในระหว่างสงครามกลางเมือง ท่ามกลางเสียงคัดค้านและไม่เห็นด้วยมากมาย  โดยลินคอล์นได้กล่าวว่า...“ กฎที่แท้จริง  ในการตัดสินใจจะเลือกรับหรือไม่รับสิ่งใดก็ตาม  ไม่ใช่เพียงว่า...มันไม่ดี  แต่ต้องดูว่า...ส่วนที่ไม่ดีนั้น  มากกว่าส่วนที่ดีหรือเปล่า  จุดที่ดีหรือไม่ดีมีกี่จุด  กฎนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง  โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาล  ทุกอย่างประกอบด้วยสององค์ประกอบที่แยกกันไม่ได้  เพราะฉะนั้น  เราต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง ”

                                และกฎหมายเลิกทาสนี้ก็มีผลบังคับใช้ในทันที  ด้วยการปลดปล่อยทาส 50,000 คน  และมีผลต่อมา...กับทาสกว่า 3.1 ล้านคนจากประชากรทาสทั้งหมด 4 ล้านคนทั่วสหรัฐอเมริกาให้ได้รับอิสรภาพ


ภาพ  ใบประกาศการเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา

                                ในปี ค.ศ. 1864 อับราฮัม ลินคอล์น  ก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง  จากคะแนนเสียงข้างมาก  โดยชนะจอร์จ บี แมคเคลแลน (George B. McClellen) ด้วยคำสุนทรพจน์ที่เรียกร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันร่วมกันสร้างประเทศขึ้นใหม่ท่ามกลางเถ้าถ่านของฝ่ายใต้และสงครามกลางเมือง  ซึ่งเขาได้มีชีวิตอยู่จนได้เห็นสงครามยุติลง  แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ดำเนินแผนการบูรณะประเทศให้สำเร็จได้  เพราะในคืนวันที่ 14 เมษายน 1865  เขาได้ถูกลอบยิงในโรงละครฟอร์ดเธียเตอร์ (Ford’s Theater)  และเสียชีวิตในเช้าวันต่อมา


ภาพ  แมรี ทอดด์ (Mary Todd)  ภรรยาของอับราฮัม  ลินคอล์น

ชีวิตครอบครัว

                                ในปี ค.ศ. 1842  ลินคอล์นได้แต่งงานกับแมรี ทอดด์ (Mary Todd)  ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของทาสผู้มีชื่อเสียงในเลกซิงตัน  เคนตักกี้  ทั้งคู่ซื้อบ้านในสปริงฟิลด์ใกล้สำนักงานกฎหมายของลินคอล์น  และมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ โรเบิร์ต ทอดด์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิหาคม ค.ศ. 1843 ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวที่มีชีวิตอยู่รอดจนถึงวัยบรรลุนิติภาวะ  ส่วนบุตรตนอื่นๆเสียชีวิตทั้งหมด คือ เอ็ดวาร์ด แบ็งกอร์ ลินคอล์น เกิดวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1846  และเสียชีวิตด้วยวัณโรค ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1850 ในสปริงฟิลด์และวิลเลียม วอลเลส ลินคอล์น เกิดวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.1850 และเสียชีวิตจากไข้ไทฟอยด์ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1862 และคนสุดท้าย โทมัส แทด ลินคอล์น เกิดวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1853 เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1871 ด้วยวัยเพียง 18 ปี  ซึ่งการตายของลูกๆได้สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างมากต่อทั้งลินคอล์นและภรรยา  โดยเฉพาะแมรี ทอดด์  เธอกลายเป็นคนมีปัญหาสุขภาพจิตและเป็นโรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) และลินคอล์นเองก็ต้องกินยาต้านอาการซึมเศร้าอยู่เสมอ


ภาพ  ครอบครัวลินคอล์น

                                จนในครั้งหนึ่ง  ลินคอล์นถึงกับกล่าวว่า... “ หากสิ่งที่ผมรู้สึกจะถูกแบ่งไปในทุกครอบครัวอย่างเท่าๆกัน  จะไม่มีใบหน้าไหนที่มีความสุขเลย... ในโลกใบนี้ ”

......................................................

วินาทีสังหาร

                                ละครองค์ที่ 1 จบลงแล้ว  และฉากม่านบนเวทีก็ปิดลง  ผู้ชมส่งเสียงโห่ร้องปรบมือด้วยความชอบใจ  ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปอย่างปกติ  ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นและแมรี ทอดด์ ภริยากำลังให้ความสนใจกับกลุ่มคนเบื้องล่าง  ด้วยการส่องมองผ่านกล้องเล็กๆในมือ  และท่านผู้ว่าการรัฐ เฮนรี แรธโบน (Major Henry Rathbone) พร้อมด้วยคู่หมั่นสาว  คลารา แฮร์ริส (Clara Harris) ก็กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนาน
    

ภาพ จอห์น วิสเคส บูธ กำลังจ่อปืนไปที่ อับราฮัม ลินคอล์น

                                แต่ในขณะที่ละครกำลังจะเริ่มองค์ที่ 2 นั่นเอง  สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น  เมื่อขึ้น  จอห์น วิลเคส บูธ (John Wilkes Booth) ซึ่งเป็นนักแสดงคนหนึ่งในคณะละครนี้  ได้อาศัยจังหวะเวลาที่มีการเปลี่ยนฉากบนเวที  ลอบขึ้นบันไดไปยังชั้นสองโดยอาศัยนามบัตรผ่านพิเศษแสดงต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  และเมื่อขึ้นไปถึงชั้นสองได้แล้ว  จอห์น บูธ ก็มุ่งตรงไปยังที่นั่งของประธานาธิบดีลินคอล์นอย่างรวดเร็ว  จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไปโดยที่บุคคลทั้ง 4 ที่นั่งอยู่ในห้องนั้น  ไม่ทันได้รู้สึกตัวแต่อย่างใดเลยว่า...วินาทีแห่งความตายกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว


                                “ ปัง... ”  แผดเสียงปืนดังขึ้น  จากปืนพกในมือของผู้ลอบสังหาร

                                “ นี่เป็นการแก้แค้นของชาวใต้ ” จอห์น บูธ  ร้องประกาศเจตนารมณ์ด้วยเสียงอันดัง  อย่างสาสมใจ 

                                “ ว้าย  ว้าย... พระเจ้าช่วย ”  ร่างของท่านประธานาธิบดี...ล้มฟุปลงท่ามกลางเสียงหวีดร้องตกใจของท่านผู้หญิงลินคอล์น 

ภาพ  จอห์น วิลเคส บูธ (John Wilkes Booth) มือปืนที่ยิงอับราฮัม  ลินคอล์น

                                ในเวลาเดียวกันนั้น  ผู้ว่าการรัฐ ฯ แรธโบน ซึ่งหายจากอาการตกตะลึงแล้ว...ก็เข้าปลุกปล้ำเพื่อแย่งอาวุธสังหารกับมือปืน  ระหว่างชุลมุนอยู่นั้น  จอห์น บูธก็ล้วงเอามีดออกมากวัดแกว่งจนเฉือนเข้าที่แขนของท่านผู้ว่าการฯ และทำให้ท่านต้องผงะถอยออกไป  บูธจึงฉวยโอกาสนั้นตรงไปที่ราวกั้นแล้วกระโดดข้ามลงไปที่เวทีด้านล่าง  แต่ผู้ว่าการแรธโบนก็สามารถกระชากตัวของบูธไว้ได้  โดยมีเศษชายเสื้อของเขาติดมือมา  และทำให้บูธเสียต้องหลักร่างตกลงมากระแทกกับพื้นเวทีด้านล่างจนกระดูกขาข้างหนึ่งแตก  แต่บูธก็ยังลุกขึ้นมาได้และวิ่งกระแผกๆหลบหนีไปทางด้านหลังเวทีอย่างรวดเร็ว

ภาพ  บูธมือปืนกระโดดหนีลงมาที่ด้านล่างเวที


                                ผู้ชมทั้งโรงละครต่างแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่ได้เห็น  และในทันใดนั้น...ก็เกิดความอลหม่านวุ่นวายขึ้น

......................................................

(ซ้าย) ชาวเหนือหรือฝ่ายรัฐบาลกลาง และ (ขวา) ชาวใต้หรือฝ่ายสมาพันธรัฐ

บริบทของความขัดแย้ง

นับตั้งแต่...สรมภูมิสุดท้ายที่เมืองแอปโพแม็ตทอกซ์ มลรัฐเวอร์จิเนีย  ในปี ค.ศ.1865 ที่กองทัพฝ่ายใต้พ่ายแพ้ในสงคราม  และได้มีการเจรจากันระหว่าง  นายพล  ยูลิสซิส เอส แกรนด์ (General Ulysses S. Grant) แม่ทัพฝ่ายเหนือหรือรัฐบาลกลาง กับนายพล โรเบิร์ต อี ลี (General Robert E. Lee) แม่ทัพฝ่ายสหพันธรัฐหรือฝ่ายใต้  ในครั้งนั้น  เพื่อลงนามร่วมกันในหนังสือสัญญา   ซึ่งนำมาสู่การสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาอย่างสิ้นเชิง

ภาพ นายพล  ยูลิสซิส เอส แกรนด์ และ นายพล โรเบิร์ต อี ลี ทำสัญญายุติสงคราม

แต่กระนั้น...ความแค้นเคืองใจของชาวรัฐทางใต้  ก็ยังหาได้มอดดับลงไปด้วยไม่  พวกเขากล่าวโทษลินคอล์นว่า...เป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมืองที่นำความทุกข์ยากอย่างใหญ่หลวงมาให้แก่ประเทศชาติโดยรวม  และสร้างความแตกแยกในสังคมอเมริกันอย่างถาวร  ซึ่งฝังรากลึกมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพ  การใช้แรงงานทาสผิวดำในไร่ฝ้าย

ในด้านเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะกฎหมายเลิกทาสที่เป็นเสมือนสายฟ้าฟาดลงบนผลประโยชน์ของเหล่าชาวไร่แดนใต้...โดยตรง  เพราะชาวใต้ในยุคสมัยนั้น...ส่วนใหญ่มักทำกิจการไร่ฝ่าย  เป็นหลัก  และการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่างๆก็ต้องใช้คนงานเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  ทาสจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้  (ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายเลิกทาส  การซื้อขายทาสถือเป็นเรื่องถูกกฎหมาย...ที่เจ้าของไร่หรือนายทุนต่างๆสามารถซื้อทาสเข้ามาเป็นของตนเองได้  แบบซื้อชีวิตไปใช้งานได้ตามใจชอบจนกว่าทาสจะเสียชีวิตลง  ซึ่งทำให้เกิดการกระทำทารุณกรรมและฆาตกรรมทาสเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  ทาสจึงถูกถือว่าไม่ใช่บุคคลที่สิทธิเฉกเช่นพลเมืองอเมริกันทั่วไป  โดยเฉพาะทาสผิวดำที่ถูกจับมาขายจากต่างถิ่นต่างแดนในอัฟริกา) แต่เมื่อลินคอล์นได้ผลักดันให้กฎหมายเลิกทาสผ่านสภาคองเกรส  และมีผลบังคับใช้  เจ้าของไร่ชาวใต้จึงรู้สึกว่าพวกตนสูญเสียผลประโยชน์...ที่ไม่สามารถนำแรงงานทาสราคาถูกมาใช้งานในไร่ได้อีกต่อไป  ในเรื่องนี้จึงสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับพวกเจ้าของที่ดินชาวใต้จำนวนมาก


ภาพ  ทาสผิวดำที่ถูกเฆี่ยนตีจนข้างหลังมีแผลเป็นมากมาย

ซึ่งแตกต่างกับคนทางเหนือของสหรัฐอเมริกา  ที่มองว่าการปฏิบัติต่อทาสโดยไร้ความเมตตานั้นเป็นการกระทำไร้มนุษยธรรมและเป็นสิ่งที่ชาติอารยะไม่ควรกระทำ  และชาวเหนือส่วนมากก็ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้า  เป็นหลัก  อีกทั้งแรงงานที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานคนผิวขาว  จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเลิกทาสมากนัก  และรายได้ของคนทางเหนือก็ได้มาจากการส่งสินค้าไปขายทั้งภายในและนอกประเทศ  เป็นหลัก

ภาพ  ผลไม้ประหลาด (Strange fruit ) ในบทเพลงของบิลลี่ ฮอลลิเดย์
ที่แสดงถึงการแขวนคอฆาตกรรมหมู่ทาสผิวดำอย่างไร้ความปราณี

ในด้านการเมือง  พรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคในขณะนั้น คือ พรรครีพับลิกัน (Republican Party) และพรรคเดโมแครก (Jeffersonian Democrats) ต่างก็มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  กล่าวคือ  พรรครีพับลิกันมีแนวคิดแบบคนทางเหนือที่มองว่ารัฐบาลกลางควรโอบอุ้มระบบอุตสาหกรรม...ด้วยการเพิ่มภาษีขาเข้าและลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ  และควรให้มีการจัดสรรที่ในดินแดนตะวันตกใหม่และจำกัดการนำเข้าทาส  จัดระเบียบการเงินใหม่ โดยให้มีการจัดตั้งธนาคารแห่งชาติขึ้น  และเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือรัฐบาลแห่งมลรัฐ  เพื่อความมีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว  ขณะที่พรรคเดโมแครติกที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองของคนทางใต้  ก็มีนโยบายให้  รัฐบาลกลางโอบอุ้มภาคเกษตรกรรม...โดยการลดมาตรการภาษีสินค้าขาเข้าให้น้อยที่สุด  จัดสรรที่ดินและสนับสนุนให้คนใต้ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนตะวันตกใหม่มากขึ้น  และส่งเสริมการนำเข้าทาสเพื่อการคงอยู่ของเกษตรกรรมฝ้าย  และไม่สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแห่งชาติ  เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อคนทางใต้  และเห็นว่าควรจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางให้อยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1787 เท่านั้น


 ด้วยเพราะความขัดแย้งเรื่องแรงงานทาสและผลประโยชน์  เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกลงในสังคม  ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นแฟ้น  จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น  และในท้ายที่สุด...ก็จบลงด้วยการ...พ่ายแพ้สงครามของชาวใต้ต่อฝ่ายเหนือ(รัฐบาลกลาง)  ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนชาวใต้รู้สึกโกรธแค้นมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ   ด้วยเหตุนี้  จึงมีกลุ่มคนที่สมคบคิดกันวางแผนที่จะลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นเรื่อยมา

......................................................

                                “ แกเป็นใครกัน ” ไม่ทันที่จะได้ยินคำตอบใด 
                                ผู้บุกรุกแปลกหน้าก็กระหน่ำแทงมีดเข้าที่ร่างของท่านรัฐมนตรีฯ  ซึ่งนอนอยู่บนเตียงอย่างไม่ยั้งมือ

                                “ โอ๊ย... ช่วยด้วย... ”  ความเจ็บปวดชำแรกเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว  ซีวาร์ดนอนหายใจรวยรินอยู่อย่างทุกทรมาน  และทุกอย่างก็ดับวูบไป

ภาพ  วิลเลียม ซีวาร์ด (William Seward)

                                ในช่วงเวลาเดียวกับที่จอห์น วิลเคส บูธ  กำลังก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นที่โรงละครอยู่นั้น  ที่บ้านของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ วิลเลียม ซีวาร์ด (William Seward) ก็เกิดเหตุร้ายขึ้นด้วย  เช่นกัน  ซีวาร์ดซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่กับบ้าน  เนื่องจากประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้าก่อนหน้านี้  (ซึ่งอันที่จริงแล้ว  ซีวาร์ดก็มีกำหนดการต้องไปร่วมชมละครรอบพิเศษกับประธานาธิบดีลินคอล์นในคืนนั้น  ด้วยเช่นกัน)  แต่ด้วยเพราะซีวาร์ดเจ็บป่วย... เขาจึงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 

ภาพ ลิวอิส พาวเวลล์ และ เดวิด แฮโรลด์ มือสังหารรัฐมนตรี ซีวาร์ด

                และขณะที่นอนอยู่ในห้องนอนที่ชั้นบนบ้านนั้น  ก็มีชาย 2 คนคือ ลิวอิส พาเวลล์ (Lewis Powell) กับเดวิด แฮโรลด์ (David Herold) ได้เข้ามาเคาะประตูบ้าน  เมื่อคนรับใช้เปิดประตูรับ  พาวเวลล์ก็กระแทกประตูเข้าไปแล้วบุกขึ้นบันไดตรงไปที่ห้องนอนของ วิลลียม ซีวาร์ด  เมื่อบุตรชายของซีวาร์ดคนหนึ่งคือ เฟรดเดอริค ซีวาร์ด (Frederick Seward) ออกมาเห็นเข้าก็กระโดดเข้าขวางไว้และต่อสู้กัน  แต่พาวเวลล์ก็ชักปืนพกออกมาแล้วฟาดเข้าตรงต้นคอของเฟรดเดอริค ซีวาร์ด จนแน่นิ่งไป  และทำให้ปืนที่จะใช้เป็นอาวุธสังหารชำรุดเสียหายไปด้วย  แต่พาวเวลล์ก็ยังบุกเข้าไปในห้องของซีวาร์ด  และเจอเขากับคนคุ้มกันอีกคนที่พยายามเข้าขวางเอาไว้อีก  แต่ก็ถูกพาวเวลล์ตวัดมีดเฉือนเข้าตรงใบหน้าจนล้มลง  แล้วพาวเวลล์ก็กระโดดขึ้นค่อมร่างของวิลเลียม ซีวาร์ดบนเตียงนอนและกระหน่ำจ้วงแทงมีดอย่างไม่ยั้งมือ  หลังจากนั้น...จึงขึ้นม้าหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล  เช่นเดียวกัน

ภาพ  ข่าวการลอบสังหารรัฐมนตรี ซีวาร์ด ในหน้าหนังสือพิมพ์

                   ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนี้  ทำให้เห็นได้ว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน  โดยที่กลุ่มผู้สมคบคิดมีการวางแผนกันมาก่อนแล้ว  เพื่อหมายโจมตีบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาลของลินคอล์นพร้อมๆกัน  แต่กระนั้น...การลอบสังหารซีวาร์ดก็เป็นที่น่าสังเกตว่า...กลุ่มผู้สมคบคิดไม่น่าที่จะคิดสังหารเขาด้วยสาเหตุจากความเกลียดชังเหมือนกับลินคอล์น  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า..ซีวาร์ดเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในรัฐบาลของลินคอล์นที่ออกมาขวางนโยบายเลิกทาส  มาตั้งแต่ต้น  โดยเขาได้กล่าวทำนายไว้ว่า  กฎหมายนี้จะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งที่รุนแรงต่อไป...ในอนาคต  และเขาก็ยังเป็นฝ่ายตรงข้ามกับลินคอล์นในอีกหลายๆเรื่องด้วย  อย่างไรก็ดี...การลอบทำร้ายซีวาร์ดในครั้งนั้น  ก็ไม่ทำให้เขาถึงกับเสียชีวิต  เพราะหลังจากนั้น  เขายังสามารถกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้อีกสมัยหนึ่งในรัฐบาลของ  แอนดรูว์ จอห์นสัน (Andrew Johnson)  ภายหลังการเสียชีวิตของท่านประธานาธิบดีลินคอล์นแล้ว

......................................................

ภาพ  ปืนเดอริงเกอร์อาวุธที่ใช้ในการสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น

                                ย้อนกลับมาที่โรงละครฟอร์ด  บนถนนสาย 10  หลังจากประธานาธิบดีลินคอล์นถูกยิง  ก็มีการนำร่างประธานาธิบดีที่ยังมีลมหายใจรวยรินออกจากโรงละคร  โดยระหว่างที่ออกมาอยู่ที่ริมถนนหน้าโรงละครนั้น  ที่ฝั่งตรงข้ามกับโรงละคร  ซึ่งเปิดเป็นเรือนพักสำหรับคนเดินทางมีชื่อว่า  ปีเตอร์สัน เฮาส์ (Peterson House) ได้มีชายคนหนึ่งชื่อ เฮนรี สแตฟฟอร์ด (Henry Safford) ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ได้ร้องตะโกนว่า....
 
                                “ คุณครับ... คุณครับ  นำตัวท่านประธานาธิบดีไปไว้ที่ห้องพักของผมก่อน...เถิด ”

                                “ ที่อยู่ใกล้ๆนี้เอง  จะได้ปฐมพยาบาลท่านเสียก่อน ”  เสียงชายคนหนึ่งร้องขึ้นเสนอแนะความคิด

ภาพ  โรงแรม ปีเตอร์สัน เฮาส์ (Peterson House)

และในคืนนั้น  ในหมู่ผู้ชมที่มาดูละครก็มีแพทย์อยู่ด้วยถึง 3 คน  และต่างลงความเห็นว่าระยะทางจากโรงละครไปยังโรงพยาบาลนั้นอาจใช้เวลานานเกินไป  ซึ่งคงไม่ทันการ  ทั้งหมดจึงตัดสินใจให้นำประธานาธิบดีไปที่ปีเตอร์สัน เฮาส์  เพื่อทำการรักษาเป็นกรณีฉุกเฉินเสียก่อน  โดยแพทย์ทั้งสามคนก็ร่วมเป็นผู้ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 

ภาพ  กระสุนที่ฝังอยู่ในเนื้อสมองของอับราฮัม  ลินคอล์น

และเพราะท่านประธานานธิบดีลินคอล์นนั้นมีบาดแผลที่ฉกรรจ์มาก  เนื่องจากกระสุนสังหารนั้นเจาะเข้าไปทางด้านหลังกะโหลกศีรษะฝั่งในอยู่และทำให้เลือดออกในสมองจำนวนมาก...จึงทำให้คณะแพทย์หมดปัญญาที่จะรักษายื้อชีวิตของท่านประธานาธิบดีไว้ได้  ดังนั้นอีก  10  ชั่วโมงต่อมาหลังจากถูกยิง  อับราฮัม ลินคอล์น ก็เสียชีวิตลงท่ามกลางความโศกเศร้าของบุคคลที่แวดล้อมท่านอยู่ในขณะนั้น (เรื่องแปลก คือ ห้องและเดียงนอนที่ปีเตอร์สัน เฮาส์  ซึ่งประธานาธิบดีลินคอล์นเสียชีวิตลงนี้  ครั้งหนึ่ง จอห์น วิลเคส บูธ มือปืนผู้ลอบสังหารก็เคยมาเช่านอนอยู่ด้วยเช่นกัน  เพื่อดูลาดเลาก่อนลงมือ)


ภาพ  วาระสุดท้ายของอับราฮัม  ลินคอล์น ที่ปีเตอร์สัน เฮาส์

......................................................

ภาพ เอ็ดมัน สแปงเลอร์ ผู้ช่วยให้มือปืนหลบหนีจากโรงละคร

ทางด้านจอห์น วิลเคส บูธ มือปืนนั้น  หลังจากเผ่นหนีออกจากโรงละครได้แล้ว (โดยมี เอ็ดมัน สแปงเลอร์ (Edman Spanglar) คนดูแลเวทีเป็นผู้คอยเปิดประตูหลังและนำมาม้ามารอไว้ให้) เขาก็ขวบม้าข้ามแม่น้ำโปโตแมคเข้าไปในเขตรัฐแม่รีแลนด์  โดยสามารถจะเล็ดลอดตำรวจที่เฝ้ายามอยู่ตรงสะพานเนวี ยาร์ด  มาได้อย่างง่ายดาย 

ภาพ  สะพานเนวียาร์ด 

และไม่นานจากนั้น  พาวเวลล์กับแฮร์โรลด์ ก็ตามมาสมทบกับบูธ  แล้วทั้งสามก็มุ่งตรงไปที่ เซอร์แรตต์วิลล์ (Surrattsville) โดยไปอาศัยหลบที่ร้านขายของชำแมรีย์ เซอร์แรตต์ (Mary Surratt) ก่อน  ซึ่ง จอห์น ลอยด์ (John Lloyd) ลูกจ้างที่คอยดูแลร้านนั้น  ก็ได้คอยพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว   และลอยด์ได้จัดเตรียมข้าวของอันมีทั้งเสบียงและปืนอีกสองกระบอกให้บูธไว้ป้องกันตัว  โดยมี แมรีย์ เซอร์แรตต์เจ้าของร้านชำเป็นผู้จัดหาให้ทั้งหมด  อีกทั้งยังหาม้ามาสลับเปลี่ยนให้กับบูธอีกด้วย   ต่อจากนั้นบูธกับแฮร์โรลด์ก็เร่งออกเดินทางต่อไปโดยมุ่งหน้าลงใต้....สู่รัฐเวอร์จิเนีย

ข่าวของบูธในหน้าหนังสือพิมพ์

ในขณะที่รอคอยอยู่ในป่า  เพื่อจะข้ามแม่น้ำแรพปาฮันนอคในตอนกลางคืน  บูธก็ได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า (20 เมษายน ค.ศ.1865)  เรื่องการไว้ทุกข์ให้กับท่านประธานาธิบดีลินคอล์น  และบูธก็ได้รู้ข่าวว่าผู้สมคบคิดบางคนถูกจับแล้ว  จึงทำให้เขารู้สึกกลัวนิดหน่อย  แต่กระนั้น..บูธก็ยังให้ความสนใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์มากกว่า  ซึ่งมีทั้งคำด่าประณามและชื่นชมในสิ่งที่เขากระทำ...โดยเฉพาะในกลุ่มคนชาวใต้ด้วยกัน  

 “ ฉันประหลาดใจที่มีความกล้า  และไม่เหมือนกับที่กล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ ”

“ ฉันไม่เคยรู้สึกผิดกับมัน  ถึงแม้ว่า..ฉันเกลียดที่จะฆ่า  แต่...สำคัญที่ต้องทำ ” บูธจดบันทึกความรู้สึกของเขาลงในสมุดไดอารี่...ก่อนจะข้ามแม่น้ำและหลบหนีต่อไป

......................................................

                                ในทางด้านทีมไล่ล่า  6 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร  หัวหน้าคณะสืบสวนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นชั่วคราว  ในขณะนั้นคือ เอ็ดวิน สแตนตัน (Edwin Stanton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามในคณะรัฐบาลลินคอล์น  ก็ได้เริ่มต้นสืบสวนแกะรอยเส้นทางการหลบหนีของจอห์น วิลเคส บูธ มือสังหาร  จนสามารถตามไปจนถึงบ้านเลขที่ 541 ถนน ไฮสตรีต  เมืองคลินตัน  ทางตอนใต้ของรัฐแมรีแลนด์  ซึ่งเป็นบ้านและร้านขายของชำของแมรี่ เซอร์แรตต์ นั่นเอง เหตุเพราะทีมสืบสวนได้รับรายงานว่ามีพยานเห็นกลุ่มคนขี่ม้าเข้ามาในบริเวณนี้...ด้วยอาการเร่งรีบในคืนที่เกิดเหตุ 

ภาพแมรี่ เซอร์แรตต์ เจ้าของร้านของชำที่ช่วยมือปืนหลบหนี

                                และแม้ว่า...เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะได้ควบคุมตัวแมรี่ เซอร์แรตต์  มาสอบปากคำอย่างหนัก  แต่นางก็ไม่ยอมเปิดปากแต่อย่างใด  จนเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจถอนตัวกลับไปก่อน  โดยที่ยังไม่สามารถตั้งข้อหาให้นางได้  และในอีก 2 วันต่อมา  เจ้าหน้าที่จึงกลับมาที่บ้านของแมรี่ เซอร์แรตต์อีกครั้ง  เพื่อค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม  โดยปักใจเชื่อว่าต้องพบร่องรอยบางอย่างที่สามารถชี้ไปถึงตัวคนร้ายได้อย่างแน่นอน  และในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการสอบสวนแมรี่อีกครั้ง...อยู่นั้นเอง  โดยบังเอิญ  ลิวอิส พาวเวลล์ (เขาไม่ได้หนีไปกับบูธ) ก็แบกขวานเดินเข้ามาเคาะที่ประตูหน้าบ้านของนางเซอร์แรตต์  และทำทีว่าจะมารับจ้างแมรี่ เพื่อขุดบ่อน้ำ โดยมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอย่างมาก  เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวทั้งคู่ไปที่สถานีตำรวจ  และในที่สุด ลิวอิส พาวเวลล์ ก็ต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน  เมื่อมีพยานชี้ตัว...

                                “ ใช่เขาแน่นอนครับ  ผมจำหน้าของเขาได้ ” 
                                คนรับใช้ของวิลเลียม ซีวาร์ด  ยืนยันคำพูดด้วยความมั่นใจ 

                                “ เขากับเพื่อนอีกคนหนึ่ง...มากดกริ่งที่หน้าประตูบ้าน ” 
 
                                “ โดยอ้างว่า...นำเอายาจาก ดร. เอิร์ดแวร์ มาส่งให้....”

                                “ แล้วกระแทกประตูบุกขึ้นไปที่ชั้นบนบ้าน... ”  พยานให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่สืบสวน..ถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในคืนนั้น 

ภาพ  บ้านของแมรี่ เซอร์แรตต์ (ลูกศรสีแดงข้างบน คือ ห้องนอนของพาวเวลล์)

                                ส่วนแมรี เซอร์แรตต์นั้น ก็มีพยานให้การว่าเคยได้ยินนางพูดยกย่องจอห์น วิลเคส บูธ มือปืนว่าเขาเป็นเหมือน “ พระเมสไซอาห์ ” (Messiah) ที่พระเจ้าส่งลงมาเป็นผู้ไถ่บาปให้กับชาวใต้  และยังเห็นบุคคลแปลกหน้าเข้าๆออกๆที่บ้านของเซอร์แรตต์เป็นประจำในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเกิดเหตุอีกด้วย  แต่กระนั้น  แมรี่ก็ยังปากแข็งอยู่....

                                “ ฉันไม่รู้เรื่องใดๆทั้งสิ้น ” แมรี่ยืนกรานปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

                                “ แน่ใจนะครับ  แล้วรูปภาพของบูธที่เราค้นเจอในบ้านของคุณล่ะ ” เจ้าหน้าที่ซักไซ้...

                                “ ถ้าคุณไม่มีส่วนรู้เห็น  คุณจะเก็บซ่อนรูปของบูธไว้ที่หลังกรอบรูปบนฝาผนังทำไม ? ”

                                “ และยังมีรูปของเจฟเฟอร์สัน  เดวิส อีกด้วย ” เจ้าหน้าตำรวจพยายามไล่ต้อน...ผู้ต้องสงสัยให้ยอมจำนนต่อหลักฐาน

                                “ ก็ฉันเป็นชาวใต้  เกิดที่รัฐแมรี่แลนด์  แล้ว...ทำไมฉันจะมีรูปของเจฟเฟอร์สันไม่ได้ล่ะ ”  แมรี่ตอบโต้ข้อกล่าวหาด้วยอาการประชดประชัน

                                “ แล้วเรื่องปืนเดอริงเกอร์และแม่พิมพ์กระสุน...ที่เราค้นเจอในบ้านของคุณ  อีกล่ะ ”

                                “ ฉันไม่รู้ว่าเป็นของใคร...? ” แมรี่ตอบแบบเอาสีข้างเข้าถู  อีกครั้ง

                                เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนเห็นว่าไม่สามารถจะทำให้แมรี่ เซอร์แรตต์ยอมรับสารภาพได้  พวกเขาจึงต้องใช้วิธีการอื่น  และในท้ายที่สุด.....

                               พยานที่มัดตัวแมรี เซอร์แรตต์ จนดิ้นต้องไม่หลุดก็คือ จอห์น ลอยด์ที่เป็นลูกจ้างดูแลร้านของเธอนั่นเอง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เกลี้ยกล่อมลอยด์ให้เปิดเผยความจริงและสัญญาว่าจะกันลอยด์เอาไว้เป็นพยาน  เป็นข้อเสนอที่ลอยด์ไม่อาจปฏิเสธได้เลย  เขาจึงให้การยืนยันว่ามีการติดต่อกันจริง ระหว่าง จอห์น บูธ, ลิวอิส พาวเวลล์ และ แมรี เซอร์แรตต์  ที่สมคบคิดกัน  และลอยด์ยังเปิดเผยความจริงอีกว่า...เขาเป็นผู้มอบเสบียงกับปืนและช่วยบูธเปลี่ยนม้าเพื่อหลบหนี...ในคืนเกิดเหตุอีกด้วย

ภาพ  เจฟเฟอร์สัน  เดวิส ผู้นำฝ่ายใต้ซึ่งทำสงครามกับลินคอล์นฝ่ายเหนือ

                ......................................................

ภาพ ลาฟาแยตต์ เบเกอร์ (Lafayette Baker) หนึ่งในผู้นำทีมไล่ล่า

                                หลังจากมีการจับกุมแมรี เซอร์แรตต์ กับ อิวอิส พาวเลล์ แล้ว  คณะสืบสวนของตำรวจวอชิงตัน ดีซี  โดยการนำของลาฟาแยตต์ เบเกอร์ (Lafayette Baker) ก็ได้ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้อีกหลายคน เช่น เอ็ดมัน สแปงเลอร์  คนดูแลเวทีที่ช่วยเปิดประตูหลังโรงละครให้กับบูธหลบหนี  และคนต่อมาก็คือ แซมมวล อาร์โนลด์ (Samuel Arnold) ซึ่งทีมสืบสวนระบุว่าเขาเป็นผู้ที่ใช้นามว่า “ แซม ” (Sam) บนจดหมายที่พบทิ้งอยู่ที่เตาผิงที่ห้องพักของ จอห์น บูธ โดยการจับตัว แซมมวล อาร์โนลด์ เป็นผลดีต่อการสืบสวนเป็นอย่างมาก  เพราะฝ่ายสืบสวนสามารถทำให้เขาคายรายชื่อของผู้ร่วมวางแผนลอบสังหาร ประธานาธิบดีลินคอล์น  ออกมาได้จนครบ  ว่ามีทั้งหมด 7 คน  ซึ่งร่วมกันประชุมวางแผนลอบสังหารในครั้งนี้ที่เพนน์ซิลเวเนีย  ในเดือนมีนาคม 

ภาพ แซมมวล อาร์โนลด์ (Samuel Arnold)

                                นอกจากนี้  แซมมวล อาร์โนลด์  ยังยอมรับสารภาพอีกด้วยว่า...เป็นผู้ที่คิดแผนการในช่วงแรกๆขึ้นเอง  โดยในคราวแรกนั้นไม่ได้มีเป้าหมายที่จะลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น  แต่อย่างใด  แค่เพียงต้องการที่จะลักพาตัวประธานาธิบดีลินคอล์นจากที่โรงละครเท่านั้น  จากนั้นก็จะนำตัวประธานาธิบดีลินคอล์นไปกักขังไว้ที่ริชมอนด์  รัฐเวอร์จิเนีย  ที่ที่เคยเป็นฐานสำหรับบัญชาการกองทัพฝ่ายใต้ในระหว่างสงครามกลางเมือง  เพื่อใช้ข่มขู่รัฐบาลกลางให้ปล่อยตัวเชลยฝ่ายใต้ที่ถูกจับในระหว่างที่มีสงครามออกจากที่คุมขังให้หมด  รวมทั้งถอนทหารออกไปจากรัฐฝ่ายใต้ให้หมดสิ้นด้วย  ซึ่งอาร์โนลด์สารภาพว่า....

                                “ ในตอนแรก  เราล้มเหลวถึง 2 ครั้ง ในความพยายามลักพาตัว  เอ็บ... ”

                                “ และผมก็ได้พยายามแล้ว...ที่จะถอนตัวออกจากกลุ่มผู้สมคบคิด ”

                                “ แต่เมื่อปืนมันลั่นไก...ไปแล้ว  ก็ยากที่ล้างเขมาควันปืนที่เปื้อนมือออก  หรือปฏิเสธในการมีส่วนรู้เห็น ”  แซมมวลพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

                                “ ผมไม่ได้หวัง...ให้มันจบลงแบบนี้ ”

                                “ แต่ผม...ก็รู้สึกโล่งใจที่ถูกจับกุมตัว ” เขายอมรับสภาพของตนเองโดยดุษฎี

ภาพ  จอห์น เซอร์แรตต์ ลูกชายของแมรี เซอร์แรตต์

                                แซมมวล อาร์โนลด์  ยังได้เปิดเผยชื่อของผู้ที่สมคบคิดอื่นๆอีก 3 คน คือ ไมเคิล โอลาฟเลน (Michael O’Laughlen) จอร์จ แอตเซรอดต์ (George Atzerodt) และ จอห์น เซอร์แรตต์ (John Surratt) ซึ่งเป็นลูกชายของแมรี เซอร์แรตต์ ที่ถูกจับกุมมาก่อนหน้านี้  ซึ่งจอห์น เซอร์แรตต์นั้นเคยทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับกองทัพฝ่ายใต้มาก่อน  โดยใช้นามแฝงว่า “ โมสบีย์ ” (Moseby) คอยสืบหาข่าวฝ่ายเหนือส่งไปให้กับฝ่ายใต้ตลอดช่วงเวลาที่เกิดสงครามกลางเมือง  และเขายังเป็นผู้หาข่าวให้กับแผนการลอบสังหารในครั้งนี้อีกด้วย

......................................................

ภาพ  ไมเคิล โอลาฟเลน (Michael O’Laughlen)

                                และในปลายเดือนเมษายน ไมเคิล โอลาฟเลน  ก็เข้ามาอบตัวกับตำรวจ  ด้วยเพราะเกรงกลัวว่าจะถูกจับตาย  จากการสอบปากคำโอลาฟเลนนั้น  ยังทราบอีกด้วยว่า... ก่อนวันลอบสังหารประธานานธิบดีลินคอล์นหนึ่งวัน  โอลาฟเลนยังได้ไปที่บ้านของรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม เอ็ดวิน สแตนตัน ด้วย  แต่ตำรวจก็ไม่ได้จับเขาในวันนั้น  เพราะไม่รู้ว่าว่าโอลาฟเลน ไปพบรัฐมนตรี สแตนตัน ด้วยเหตุใด  และเมื่อถึงวันลอบสังหาร โอลาฟเลน  ก็ยังไปนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่โรงแรม รูลล์แมน (Rullman) ในวอชิงตัน ดีซี  โดยไม่ได้เข้าไปอยู่ด้วยในเหตุการณ์ที่เกิดในวันนั้นด้วยแต่อย่างใด 

                                “ หลังจาก...ความพยายามลักพาตัวท่านประธานาธิบดีในครั้งแรกล้มเหลว ” 
                     
                                “ ผมก็กลับไปบัลติมอร์  และกลับมาพบบูธอีกในเดือนมีนา... ที่เพนน์ซิลเวเนีย ”  ไมเคิลให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สืบสวน

                                “ และในคราวนี้  บูธได้เสนอแผนการที่โรงละครฟอร์ด  และพยายามโน้มน้าวให้ผมเห็นด้วย  ซึ่งผมไม่คิดว่า...มันจะเป็นไปได้หรอกนะ ”  เขาเปิดเผยความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

                                “ แล้ว...คุณไปทำอะไร  ?   ที่บ้านของท่านรัฐมนตรี เอ็ดวิน สแตนตัน ”

                                “ สแตนตันมีส่วนร่วมในแผนการครั้งนี้...ด้วยไหม ? ”  เจ้าหน้าที่ซักไซต่อ... แต่ไมเคิลนั่งนิ่งเงียบและไม่ตอบคำถามใดๆอีก...

......................................................


ภาพ จอร์จ แอตเซรอดต์ 

                                ในวันเดียวกันกับที่ ไมเคิล โอลาฟเลน เข้ามอบตัวนั้น จอร์จ แอตเซรอดต์   ก็ถูกจับกุมตัวอีกคนหนึ่ง ซึ่งแอตเซรอดต์ ได้ถูกวางตัวให้เป็นผู้ที่คอยติดตามรองประธานาธิบดี  แอนดรูว์ จอห์นสัน (Andrew Johnson) โดยมีพยานเป็นบาร์เทนเดอร์ของโรงแรม เคิร์กวูด (Kirkwood) ในวอชิงตัน ดีซี  จำได้ว่า...แอตเซรอดต์เป็นคนไปถามหารองประธานาธิบดีที่เข้าพักในโรงแรมนั้นในวันเกิดเหตุ  ซึ่งเขาก็ได้พักอยู่ในโรงแรมแห่งเดียวกันนั้น  ในวันเดียวกันอีกด้วย  และจากที่ตำรวจได้ค้นห้องพักของ แอตเซรอดต์  ทีมสืบสวนยังได้พบปืนพกกับมีดเล่มหนึ่ง  และมีสมุดธนาคารที่ระบุชื่อของ จอห์น วิลเคส บูธ ซุกซ่อนอยู่ใต้หมอน  ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวอย่างหนาแน่น  และไปได้ว่าทั้ง โอลาฟเลน และ แอตเซรอดต์ นั้นมีหน้าที่ในการติดตามรัฐมนตรี สแตนตัน กับรองประธานาธิบดี จอห์นสัน  เพื่อหวังลงมือลอบสังหารคนเหล่านี้อีกด้วย  เหมือนที่เกิดกับรัฐมนตรี ซีวาร์ด  แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม  การลอบสังหารทั้งสองคนนี้กลับไม่เกิดขึ้น

ภาพ  คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของอับราฮัม  ลินคอล์น

                               จากแผนการเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า...  กลุ่มผู้สมคบคิดในการลอบสังหารในครั้งนี้  ไม่ได้เจาะจงเป้าหมายที่ประธานาธิบดีลินคอล์น เพียงคนเดียว  แต่ยังมีบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาลคนอื่นๆอีกด้วย  แต่ที่การลอบสังหารรัฐมนตรีคนอื่นๆไม่ได้เกิดขึ้นนั้น  เชื่อกันว่า...อาจมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มผู้สมคบคิดนี้ เกิดหลักหลังกันเองจึงทำให้แผนการที่วางไว้นี้เกิดผิดพลาด  และทำให้ผู้ก่อการทั้งหมดถูกจับกุมอีกด้วย

......................................................

ภาพ ด็อกเตอร์ แซมมวล มัดด์ ผู้ช่วยรักษาบาดแผลให้มือปืน

                                เมื่อ จอห์น บูธ ข้ามแม่น้ำแรพปาฮันนอคได้แล้ว  เขาก็มุ่งลงไปทางใต้จนกระทั้งถึงยังบ้านไร่หลังหนึ่งของ ด็อกเตอร์ แซมมวล มัดด์ (Dr. Samuel Mudd) ที่ช่วยทำแผลที่ข้อเท้าให้กับบูธที่บาดเจ็บในตอนที่หลบหนีจากโรงละคร  และดร.มัดด์ก็ยังให้ที่พักแรมกับเขาหลับนอนอยู่ที่นั่นอีก 1 คืนด้วย  แต่หลังจากหมอมัดด์ถูกจับกุมตัว  เขาก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้กับทีมสืบสวน  โดยให้การแย้งว่า.. เขาไม่รู้จักคนร้ายทั้งสองคนนี้แต่อย่างใด  และเขาไม่เคยเปิดบ้านให้ใครเข้ามาพักด้วยเลย 

ภาพ  หลักฐานรองเท้าที่มี ชื่อย่อ (J Wilkes)

                                แต่แล้ว...ในที่สุด  เจ้าหน้าที่ก็ได้พบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าหมอ มัดด์ ให้การเท็จ  นั่นก็คือรองเท้าของ จอห์น บูธ ที่สลักชื่อย่อเอาไว้ด้วยว่า “ เจ วิลเคส ” จึงทำให้หมดมัดด์ ต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน  และถูกจับกุมในฐานะผู้สมคบคิดกันลอบสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น โดยทันที  นอกจากรองเท้าของจอห์น บูธ ที่เป็นหลักฐานมัดตัวแล้ว  เจ้าหน้าที่สืบสวนยังมีพยานอีกปากหนึ่งที่ให้การยืนยันว่าเคยเห็นหมอมัดด์ ติดต่อกับ จอห์น บูธ  มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1864 หลายเดือนก่อนเกิดเหตุลอบสังหารแล้ว

......................................................

วาระสุดท้ายของมือสังหาร

ภาพ  เส้นทางการหลบหนีของบูธลงสู่รัฐทางใต้

                                เมื่อล่วงเข้าถึงวันที่ 26 เมษายน ทีมไล่ล่าก็ยังไม่สามารถตามตัวมือปืน จอห์น วิลเคส บูธ  พบได้  จนกระทั้งทีมสืบสวนติดตามไปจนถึงแม่น้ำแรพปาฮันนอค  ซึ่งอยู่ในเขตรัฐเวอร์จิเนียเช่นกัน  โดยเอเวอร์ตัน คองเกอร์ (Everton Conger) มือปราบได้ทราบข้อมูลว่า บูธและแฮโรลด์มุ่งหน้ามาทางนี้  คองเกอร์จึงได้ไปสอบถามคนถ่อแพข้ามแม่น้ำที่พักอยู่ใกล้ๆแถวนั้น  และได้ความว่า...เห็นชายแปลกหน้า 2 คนข้ามฟากแม่น้ำแรพปาฮันนอคไป  ซึ่งคนถ่อแพยังได้ยินทั้งสองคนพูดกันบนแพถึงเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีอีกด้วย  และเมื่อข้ามฝั่งได้แล้ว...สองคนร้ายก็มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่เข้าสู่ไร่ของ คุณ แกร์แรตต์ (Mr. Garrett)

ภาพ  บ้านไร่แกรแรตต์ที่ซ่อนตัวสุดท้ายของมือปืน

                                เมื่อมือปราบ คองเกอร์ ได้รับข้อมูลจากคนถ่อแพแล้ว  เขาจึงเร่งพาทีมไล่ล่าตามไปจนถึงไร่ของแกร์แรตต์  และเมื่อทีมของ คองเกอร์ ไปถึง ก็ได้ควบคุมตัวริชาร์ด แกร์แรตต์ (Richard Garratt) เจ้าของไร่ให้ออกมา...เพื่อซักถามถึงที่ซ่อนตัวของ บูธ กับ แฮร์โรลด์  แรกทีเดียว  แกร์แรตต์  ชี้ไปที่ชายป่าและโกหก คองเกอร์ ว่าเห็นทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางนั้น  แต่ คองเกอร์ นั้นไม่เชื่อ  เขาคิดว่าสองคนร้ายต้องอยู่ทีใดที่หนึ่งในไร่แห่งนี้อย่างแน่นอน  จึงขู่ว่า...จะจับแกร์แรตต์  ถ้าเขายังไม่ยอมพูดความจริง  เขาจะถูกแขวนคอในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดในการลอบสังหารประธานาธิบดี  ทำให้ลูกๆของ แกร์แรตต์ ต่างหวาดกลัวกันมาก  กลัวว่า.. พ่อจะถูกแขวนคอจริงๆจึงได้ยอมบอกที่ซ่อนตัวของของ บูธ กับ แฮร์โรลด์ สองคนร้ายว่า.. อยู่ในโรงนาของไร่แห่งนั้นเอง

ภาพ  เอเวอร์ตัน คองเกอร์ (Everton Conger) หัวหน้าทีมไล่ล่าคนร้าย

                                เมื่อทราบดังนั้น  คองเกอร์จึงพาลูกน้องมุ่งตรงไปยังโรงนานั้นทันที  และร้องตะโกนบอก...บูธ กับ แฮโรลด์  ให้ยินยอมวางอาวุธและออกมามอบตัวแต่โดยดี  แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา  จึงทำให้  คองเกอร์  ต้องใช้แผนสอง  โดยขู่ว่าจะเผาโรงนาให้ไฟคลอกทั้งสองคนเสีย  เพื่อบีบให้สองคนร้ายยอมออกมาจากโรงนา  แต่ก็ไม่เป็นผลอีก  เพราะยังไม่มีเสียงตอบโต้ใดๆจากสองคนร้าย   ดังนั้น  คองเกอร์  จึงใช้ไม่แข็ง  สั่งเจ้าหน้าที่ให้เผาโรงนาทันที  ฝ่าย เดวิด แฮโรลด์  เมื่อเห็นควันไฟคละคลุ้งขึ้นนั้น  ก็ได้ยอมออกมามอบตัว  แต่ บูธ นั้นยังคงกบดานเงียบอยู่ภายในโรงนา  ในขณะที่ไฟเริ่มลุกโหมอย่างรุนแรงขึ้นทุกที  เมื่อเห็นทีท่าว่า บูธ จะไม่ยินยอมออกมามอบตัว  คองเกอร์จึงตัดสินใจที่จะบุกเข้าไปข้างใน  เพื่อจบตัว บูธ  ให้ได้ด้วยตัวเอง


ภาพ  วาระสุดท้ายของจอห์น วิลเคส บูธ  มือปืนผู้ลองลังหารประธานาธิบดี

                                แต่ในขณะที่คองเกอร์  กำลังจะบุกเข้าไปอยู่นั้น  บูธ ก็ประทับปืนเล็งมาที่หน้าประตูโรงนา  หมายที่จะยิง  มือปราบคองเกอร์  ให้ดาวดิ้น  ในทันทีที่บุกเข้ามา  แต่ไม่ทันที่ บูธ จะได้ลั่นไกใส่ร่างของคองเกอร์  ในช่วงจังหวะเดียวกันนั้นเอง  ลูกทีมของ คองเกอร์  คนหนึ่งคือจ่าสิบเอก บอสตัน คอร์เบตต์ (Boston Corbett) ซึ่งเป็นทหารประจำกองทัพบกที่ถูกส่งตัวมาช่วยเหลือทีมไล่ล่าชุดนี้ด้วย  ก็ตัดสินใจ...ชิงตัดหน้าเหนี่ยวไกปืนพุ่งกระสุนเจาะเข้าร่างของ บูธ  ไปก่อนแล้ว  ทำให้ บูธ ล้มลงด้วยคมกระสุนในทันที  แต่เขาก็ยังไม่เสียชีวิต  เจ้าหน้าที่จึงนำร่างของ บูธ  เข้าไปไว้ที่ชายคาบ้านของ ริชาร์ด แกร์แรตต์  ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นประมาณสองชั่วโมง  จอห์น วิลเคส บูธ  ก็สิ้นใจลง  แต่ก่อนที่จะตายนั้น บูธ ได้ร้องขอกับ คองเกอร์  ให้นำข่าวไปแจ้งแก่แม่ของเขา...ด้วยคำพูดสุดท้ายว่า “ บอกแม่ของผมด้วยว่า...ผมได้ตายเพื่อชาติแล้ว ”

ภาพ  จ่าสิบเอก บอสตัน คอร์เบตต์  ผู้ลั่นกระสุนสังหารมือปืน

......................................................

ชะตากรรมของผู้สมคบคิดคนอื่นๆ

ภาพ จอห์น เซอร์แรตต์ (ลูกชายของแมรี่ เซอร์แรตต์)

                                ในจำนวนผู้สมรู้ร่วมคิดกันลอบสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น ในครั้งนั้น  มีบุคคลผู้หนึ่งที่หนีรอดไปได้คือ  จอห์น เซอร์แรตต์ หลังจากที่เกิดเหตุลอบสังหารขึ้นแล้ว  เขาได้หลบหนีขึ้นเหนือไปทางประเทศแคนาดาแล้วข้ามไปยังประเทศอังกฤษ  จากนั้นก็เดินทางต่อไปจนถึงอิตาลี  แต่ในที่สุดขณะที่กำลังพยายามหลบหนีต่อไปที่อียิปต์  ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1866  จอห์น เซอร์แรตต์  ก็ต้องจนมุมที่นั้น  แล้วถูกส่งตัวกลับมายังสหรัฐอเมริกา 

ภาพ  การแขวนคอ 4 ผู้สมคบคิดในการลอบสังหารลินคอล์น

                                คณะผู้สมคบคิดลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น  ทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นศาล  และมีคำตัดสินออกมาในวันที่ 30 มิถุนายน ศ.ศ.1865 โดยศาลตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย 4 คนด้วยการแขวนคอ มีลิวอิส พาวเวลล์  เดวิด แฮโรลด์  จอร์จ แอตเซรอดต์ และ แมรี่ เซอร์แรตต์  ซึ่งแมรี่ นับว่าเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินประหารชีวิต (ในคดีลอบสังหารประธานาธิบดี) ดังนั้น  จึงมีความพยายามจะร้องอุทธรณ์ไปยังประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน  ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก อับราฮัม ลินคอล์น  โดยให้เหตุผลว่า  แมรี่ เซอร์แรตต์ นอกจากเป็นสตรีแล้ว...ก็ยังมีอายุมากอีกด้วย  จึงขอให้ลดโทษลงเหลือแค่เพียงจำคุกตลอดชีวิตแทน  แต่กระนั้น  ประธานาธิบดี จอห์นสัน ก็ยังคงยืนยันคำสั่งประหารชีวิตแมรี เซอร์แรตต์  เช่นเดิม  เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วทั้งประเทศ


                                ส่วนอีกสามคน คือ แซมมวล อาร์โนลด์  ไมเคิล โอลาฟเลน และดอกเตอร์ แซมมวล มัดด์  นั้นถูกตัดสินให้ทำงานหนักในคุกไปตลอดชีวิต  สำหรับ เอ็ดมัน สแปงเลอร์  ก็ถูกตัดสินให้จำคุก 6 ปี  และเจ้าหน้าที่สืบสวนก็ปิดคดี...ลงได้ในที่สุด 

......................................................


ภาพ  เอ็ดวิน สแตนตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม
ผู้ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารด้วย

                                หากดูผิวเผินแล้ว  คดีลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น  ก็น่าจะปิดคดีลงได้อย่างสมบูรณ์  ทั้งจากพยานหลักฐานแวดล้อมต่างๆที่มีอยู่ค่อนข้างชัดเจน  และกลุ่มผู้สมคบคิดทั้งหมดก็ยอมจำนนด้วยหลักฐาน  ส่วนตัวมือปืนผู้ลงมือสังหารนั้นก็เสียชีวิตในระหว่างถูกจับกุม  และทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถสรุปได้อย่างลงตัว  แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมา  เรื่องนี้กลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นว่า...น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังซึ่งยังไม่ถูกเปิดเผยอยู่  และมีหลายๆจุดในคดีนี้ที่น่าสงสัยและทิ้งปมปริศนาไว้มากมาย

ภาพ เจ้าหน้าที่ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  

                                สาธารณชนเริ่มไม่เชื่อว่ามีผู้สมคบคิดเพียงเท่านี้  น่าจะมีผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้มากกว่าจำเลยทั้ง 8 คนที่กล่าวมาแล้ว  และมีอีกหลายคนไม่เชื่อว่า...ผู้ต้องหาทั้งหมดจะมีเหตุจูงใจในการลอบสังหาร...เพียงเพราะความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อแผ่นดินแดนใต้เพียงเท่านั้น

ภาพ  หนังสือที่ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  พิมพ์ออกจำหน่าย

                                และหนึ่งในผู้ที่ไม่เชื่อและเริ่มขุดคุ้ยหาหลักฐานเพิ่มเติมในคดีนี้ต่อมา... ก็คือ  เจ้าหน้าที่ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  หนึ่งในทีมไล่ล่าและสืบสวนในคดีนี้  นั้นเอง  ซึ่งเขาได้พบเงื่อนงำที่น่าสงสัยหลายประการ  และนำหลักฐานๆมาเขียนหนังสือเปิดเผยต่อคนทั่วไป  และหนังสือของเบเกอร์ก็เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก

                               แต่ต่อมาไม่นานนัก  ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  ก็เสียชีวิตลงอย่างมีปริศนา

ข้อน่าสงสัยหลายประการ  ที่ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  นำเสนอมีดังนี้

1.     จอห์น วิลเคส บูธ มือปืนมีบัตรผ่านพิเศษที่ใช้ขึ้นไปในห้องชมละครของท่านประธานาธิบดีได้อย่างไร ?  และใคร..?  ในคณะรัฐบาลเป็นคนทำบัตรผ่านนี้ให้บูธ  และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่โรงละครมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ ?

2.     ทำไม ?  ต้องลอบสังหารรัฐมนตรีต่างประเทศ  วิลเลียม ซีวาร์ด ด้วย  ทั้งๆเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า...ซีวาร์ด  คัดค้านและไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเลิกทาสตลอดมา  หรือซีวาร์ดรู้ความลับอะไร ?

3.     แล้วทำไม ?  รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของลินคอล์นคนอื่นๆ จึงไม่ถูกสังหาร  เช่น แอนดรูว์  จอห์นสัน (Andrew Johnson) รองประธานาธิบดี  ทั้งๆที่มีการวางตัวให้มีคนคอยติดตามรัฐมนตรีฯเหล่านี้ไปทุกหนแห่ง

4.     สมุดบันทึกของจอห์น วิลเคส บูธ ที่ถูกค้นพบในห้องพักของบูธ โดยเจ้าหน้าที่ ลาฟาแยตต์ เบกอร์ ได้ส่งหลักฐานนี้ด้วยตัวเอง  ให้กับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม เอดวิน สแตนตัน และเห็นสแตนตันเก็บไว้ในตู้เซฟส่วนตัว  แต่เมื่อถึงในขั้นพิจารณาคดีในชั้นศาล  สแตนตันกลับกล่าวอย่างหน้าตาเฉยว่า...สมุดบันทึกนั้นสูญหายไปแล้ว  สแตนตันโกหกต่อศาลทำไม ?

5.     เอดวิน  สแตนตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม  มีส่วนเกี่ยวของในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ? อย่างไร ?  และสแตนตันแอบพบกับไมเคิล โอลาฟเลนหนึ่งในผู้ต้องหาที่บ้านพัก  ทำไม ?  ด้วยเรื่องอะไร ?

6.     ในสมุดบันทึกของจอห์น วิลเคส บูธ มีความลับอะไร ? (หลายคนเชื่อว่าสมุดบันทึกนี้จะเป็นกุญแจไขปริศนาและเปิดเผยความลับต่างๆที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังในคดีนี้...ได้อย่างแน่นนอน)

7.     มีความพยายามจะปกปิดหลักฐานในเรื่องสมุดบันทึกของบูธ  เพราะต่อมาไม่นานเจ้าหน้าที่ ลาฟาแยตต์ เบเกอร์  ก็เสียชีวิตมีอย่างปริศนาด้วยการถูกลอบวางยาพิษ      ใคร..?  ฆ่า...เบเกอร์ 


ภาพ เจฟเฟอร์สัน เดวิส (คนนั่งกลาง )กับคณะรัฐมนตรีรัฐบาลสหพันธรัฐฝ่ายใต้

คุณอาจจะหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา คุณอาจจะหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทั้งหมดได้ตลอดไป : อับราฮัม  ลินคอล์น

                                และท้ายที่สุด  ผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า...น่าจะอยู่เบื้องหลังของการลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นในครั้งนั้น  ก็คือ  เจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis) ผู้นำของฝ่ายใต้หรือประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐ  เพราะในภายหลังได้มีผู้ค้นพบจดหมายที่ติดต่อกันระหว่างเจฟเฟอร์สัน เดวิส กับ จอห์น วิลเคส บูธ มือปืนอย่างต่อเนื่องหลายฉบับ  และยังมีพยานรู้เห็นถึงการพบปะกันระหว่าง  จอห์น วิลเคส บูธ, จอห์น เซอร์แรตต์ และ เจคอบ ธอมป์สัน (Jacob Thompson) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของสหพันธรัฐ ที่เมืองมอนทรีออล  ประเทศแคนนาดา  เพียงไม่กี่เดือนก่อนเกิดเหตุลอบสังหารขึ้น  จึงมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่เจฟเฟอร์สัน เดวิส ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐฝ่ายใต้  จะเป็นผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น  จนสำเร็จผลได้ในที่สุด

......................................................

ภาพ  ร่างของอับราฮัม  ลินคอล์นในหีบศพที่ทำเนียบขาว

                                วอชิงตัน ดี ซี ตกอยู่ภายใต้บรรยากาศที่โศกเศร้าไปทุกหนแห่ง  ประชาชนนับล้านคนต่างแต่งชุดสีดำ  และพากันออกมาจากบ้านเรือน...เพื่อไปร่วมพิธีสวดศพที่ทำเนียบขาว  ซึ่งร่างของท่านประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นตั้งอยู่ที่นั่น โดยทำเนียบขาวได้เปิดให้ประชาชนคนทั่วไปได้เข้าเคารพศพท่านประธานาธิบดีเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1865 จะมีขบวนแห่งศพลินคอล์นไปตามถนน Pennsylvania Avenue เพื่อนำร่างของอับราอัม ลินคอล์นขึ้นขบวนรถไฟและเดินทางกว่า 2,700 กิโลเมตรไปสู่สปริงฟิลด์  มลรัฐอิลลินอยส์  และฝั่งร่างไว้ที่ Oak Ridge Cemetery ในบ้านเกิดของลินคอล์น  โดยคณะรัฐบาลได้ออกประกาศถึงเส้นทางรถไฟและจุดหยุดพักตามเมืองต่างๆ  เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ริมสองเส้นทางรถไฟได้มีโอกาสออกมาร่วมไว้อาลัยด้วย

ภาพ  ขบวนรถไฟที่นำศพของลินคอล์น ไปสู่สปริงฟิลด์  มลรัฐอิลลินอยส์ 
  
                                บนขบวนรถไฟบรรทุกร่างของประธานาธิบดีลินคอล์น  ในครั้งนั้น  ยังมีหีบศพของ วิลเลียม วอลเลซ ลินคอล์นบุตรชายคนที่สาม  ซึ่งเสียชีวิตในปี ค.ศ.1862  ร่วมเดินทางไปด้วย  เพื่อจะนำไปฝั่งไว้ในสุสานเดียวกัน  ส่วนแมรี่ ทอดด์ ลินคอล์น ภริยาของลินคอล์น  เธอยังคงอยู่ที่ทำเนียบขาวระยะเวลาหนึ่ง  เพราะแมรี่มีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่อย่างมาก   แต่เธอก็กลับไปอิลลินอยส์ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

เมื่อข้าพเจ้าทำดี ข้าพเจ้ารู้สึกดี เมื่อทำเลว ข้าพเจ้าก็รู้สึกไม่ดี นั่นแหละ ศาสนาของข้าพเจ้า
: อับราฮัม  ลินคอล์น

                                ขบวนรถไฟมาถึงสปริงฟิลด์ เวลา 09:00 น. ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1865 ท่ามกลางความโศกเศร้าของคนทั้งเมือง  และศพของอับราฮัม ลินคอล์น ก็ถูกฝังไว้บนเนินเขาพื้นที่ 6 เอเคอร์ซึ่งเป็นสถานที่ที่โดดเด่นและสามารถมองเห็นได้จากทางรถไฟสายสำคัญ Chicago and Alton Railroad  ซึ่งห่างจากใจกลางเมืองสปริงฟิลด์ประมาณ 3 กิโลเมตร  โดยได้มีการเร่งสร้างหลุมฝังศพ (Lincoln Tomb)ให้แล้วเสร็จและฝังศพอับราฮัม ลินคอล์น ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1865

ภาพ อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

                                และในปี ค.ศ.1922 รัฐบาลสหรัฐฯจัดให้มีการสร้างอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial) ขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี  เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่...ผู้นี้  ซึ่งอนุสาวรีย์แห่งนี้จะไม่เป็นเพียงของชาวอเมริกันชนเท่านั้น  แต่จะเป็นสิ่งเตือนใจของคนทั้งโลก  ให้ระลึกถึงคุณค่าของเสรีภาพ  ความเสมอภาค  ความเท่าเทียมกันที่เราทุกคนสามารถมีร่วมกันได้...ตั้งแต่ในเวลานี้...และตลอดไป 

                                “ ขอเพียงแค่เรายอมรับในความแตกต่างของกันและกัน  และเคารพในสิทธิของผู้อื่นเสมอเหมือนของตนเอง  โดยความข้าใจ  ความเมตตา  และศรัทธาในความรัก ”

......................................................


ปิยะฤทธิ์  พลายมณี